วัฒนธรรมการเรียนของนักเรียนนักศึกษาไทยที่ผมไม่ทราบว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยไหน คือวัฒนธรรม "สุขเอา เผากิน"

สุภาษิตนี้โบราณเขียนว่า "สุกเอาเผากิน" นะครับ ผมแปลงเสียหน่อยเป็น "สุขเอา เผากิน" ซึ่งความหมายของผมจะไม่ค่อยเหมือนเดิมสักเท่าไหร่ ลองอ่านดูนะครับ

เดิม "สุกเอาเผากิน" คือ "การทำลวกๆ ชุ่ยๆ ทำพอเสร็จไปคราวๆ หนึ่ง" ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีอยู่แล้ว นักเรียนนักศึกษาไทยเรียนรู้กันแบบ "สุกเอาเผากิน" มานานแล้ว เรียกว่าทำงานพอส่งครูให้ได้คะแนนเท่านั้นเอง ไม่ได้สนใจถึงประโยชน์ในการเรียนรู้ว่าตนเองจะได้ความรู้อะไรจากการทำงานบ้าง

แต่ "สุขเอา เผากิน" นี่เป็นอาการที่หนักหนากว่า "สุกเอาเผากิน" เพราะหมายถึงเด็กที่ไปมุ่งที่ "ความสุขแบบผิวๆ เผินๆ" โดยเอาเวลาไปทำอะไรต่อมิอะไรที่ตัวเองคิดว่าสุขหรือสังคมเปลือกๆ บอกว่าสุข ไปเที่ยวไปเล่นอะไรต่อมิอะไร เพื่อบอกตัวเองว่ามีความสุขแต่ในขณะเดียวก็ซ่อนความทุกข์ไว้ข้างหลัง

พอถึงเวลาที่ต้องทำอะไรให้เป็นหลักเป็นฐานเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่ได้ก็กลับทำเสียแบบ "เผากิน" เสียนี่

"เผากิน" นี่เหมือนกับการเผาป่าครับ ตอนนี้เมืองไทยกำลังมีปัญหากับการเผาป่าเสียด้วย

ความคิดของเด็กนักศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกับชาวบ้านที่เผาป่านั้นเอง ชาวบ้านเผาป่าเพราะ "เอาง่าย" เผามันง่ายกว่าถากกว่าถางปรับหน้าดินแบบวิธีอื่นแม้จะได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าวิธีอื่นแต่ก็พอ "สุกเอาเผากิน" ไปได้ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังก็ไม่ต้องสนใจเพราะไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้ เรียกว่าผลักปัญหาไปในอนาคตเพื่อจะค่อย "สุกเอาเผากิน" ไปต่อไปอีก

มนุษย์เราเวลามี "ป่า" ให้เก็บกินก็ต้องดูแลให้สมบูรณ์เพื่อจะได้เก็บกินกันไปตลอดชีวิต ป่ามีความสมบูรณ์ มนุษย์ก็สมบูรณ์ ทุกสิ่งก็สวยงาม

แปลกที่เด็กพวก "สุขเอา เผากิน" ดูเหมือนรู้เรื่องนี้แต่จะเข้าใจเฉพาะ "ป่า" ที่เป็นป่าไม้เท่านั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบปรับปรุงปรัชญาความคิดไปยังเรื่องอื่นๆ ได้ ผมเดาว่าก็น่าจะเป็นเพราะไม่ได้ใช้เวลาในการพัฒนาทักษะความคิดของตัวเองด้วยเอาเวลาไป "สุขเอา" เสียหมดนั่นเอง

"เผากิน" นี่ก็ต้องประกอบกับพฤติกรรม "ลิงหลอกเจ้า" ไปอีกขนาน ซึ่ง "ลิงหลอกเจ้า" แปลว่า "หน้าไหว้หลังหลอก" นั่นเอง แต่ลิงโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้ว่าเจ้ามักจะรู้เวลาลิงหลอก ก็ถ้าไม่รู้แล้วจะมาเป็นเจ้าได้อย่างไรจริงไหมครับ

สิ่งที่น่าเศร้ากับการ "สุขเอา เผากิน" ของนักเรียนนักศึกษา คือในที่สุดแล้วผู้ที่ทำงานแบบนี้ไม่เหลืออะไรเลยในชีวิตที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะความสุขแท้ก็ไม่ได้หา เพราะไปเสียเวลากับความสุขเทียมเสียหมดแล้ว ส่วนความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้สามารถมีชีวิตอยู่กับความสุขแท้ได้ก็ไม่มีอีก เพราะ "เผากิน" ไปหมดแล้วอีกเช่นกัน

ในโลกปัจจุบันที่ "เวลา" และ "สถานที่" ไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการทำงานอีกต่อไป เราจึงเห็นชาวต่างชาติใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียวนั่งๆ นอนๆ อยู่ริมชายหาดบ้านเราพร้อมกับ notebook หนึ่งตัวทำงานไปทั่วโลก ในขณะที่เด็กไทยเราหางานไม่ได้ทั้งๆ ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือแม้กระทั่งปริญญาโทสวยหรู

วิชาชีพสายผม (information science/computer science/graphic designers) นี่จะเป็นตัวอย่างของคนที่เลี้ยงชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องจำกัดกับ "เวลา" และ "สถานที่" วิชาชีพนี้กลายเป็น "วิชาชีพอิสระ" ที่ทุกคนมี "กิจการของตัวเอง" ไม่ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นมากมายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เว็บไซต์หลายๆ แห่งก็อำนวยความสะดวกในเรื่องการทำงานเหล่านี้มาก oDesk, Elance, หรือ Freelancer.com คือไซต์ที่ผมใช้งานประจำครับ

ผมเจอ usability specialists และ programmers หลายคนที่ "อยู่ไม่เป็นที่" หมายความว่าเขาอยู่และทำงานในที่ที่เขาเลือกที่จะอยู่และทำ และมีหลายคนที่เลือกที่จะ "อยู่เมืองไทย" ตามชายหาด ตามภูเขา หรือตามชนบทที่สวยงามของบ้านเรา

น่าเสียใจที่เด็กไทย "สุขเอา" จนหมด และ "เผากิน" จนไม่เหลืออะไรแล้ว จะทำได้ก็เพียงเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟอาหารหรือทำงาน routines ให้แก่ชาวต่างชาติเหล่านั้นเท่านั้นเอง