กำหนดการเชิงเส้น
( Linear Programming)
1. อสมการและกราฟ
ทฤษฎี ให้ f เป็นฟังก์ชันในเชต R x R
1) กราฟของอสมการ y > f(x) คือ บริเวณที่อยู่เหนือกราฟของ y = f(x)
2) กราฟของอสมการ y < f(x) คือ บริเวณที่อยู่ใต้กราฟของ y = f(x)
3) กราฟของอสมการ x > f(x) คือ บริเวณที่อยู่เหนือกราฟของ x = f(y)
4) กราฟของอสมการ x < f(x) คือ บริเวณที่อยู่ใต้กราฟของ x = f(y)
2. ระบบอสมการ
ถ้าอสมการประกอบด้วย อสมการย่อยๆ n อสมการ คือ
P1(x,y) , P2(x,y) ,…, Pn(x,y) ซึ่งแต่ละอสมการเหล่านี้มีกราฟเป็น G1,G2,….,Gn
ตามลำดับ แล้วกราฟของอสมการดังกล่าว คือ G = เป็น G1ÇG2Ç,….,ÇGn
3. ระบบอสมการเชิงเส้น
นิยาม อสมการเชิงเส้น ( Linear Programming) ที่ประกอบด้วย
ตัวแปร x และ y คือ อสมการที่เขียนได้ในรูปใดรูปหนึ่งต่อไปนี้
ax + by + c > 0
ax + by + c < 0
ax + by + c ³ 0
ax + by + c £ 0
เมื่อ a,b,c เป็นค่าคงที่ และ a,b ไม่เป็นศูนย์พร้อมกัน
นิยาม ระบบอสมการเชิงเส้น คือ ระบบขอบของกราฟของระบบอสมการย่อยเป็น
อสมการเชิงเส้น
นิยาม เรียกจุดที่เกิดขึ้นจากการตัดกันของเส้นขอบของกราฟของระบบอสมการว่า จุดมุม
( corner point)ของกราฟ
4. กำหนดการเชิงเส้น
ตัวแบบ (model) ของปัญหากำหนดการเชิงเส้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1) ฟังก์ชันจุดประสงค์ (objective function) อยูในรูป
P = ax + by
(2) ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขบังคับ (constration) อยู่ในรูปของระบบอสมการเชิงเส้น
ทฤษฎี กำหนด เส้นตรง l เป็นกราฟของสมการเชิงเส้น ax + by = P เมื่อ P เป็นตัวแปร
เสริม(Parameter) จะได้ว่า
1) ถ้า b > 0 แล้ว l ตัดแกน y ในตำแหน่งสูงขึ้น เมื่อ P เพิ่มขึ้น และ l
ตัดแกน y ในตำแหน่งต่ำลง เมื่อ P ลดลง
2) ถ้า b < 0 แล้ว l ตัดแกน y ในตำแหน่งสูงขึ้น เมื่อ P ลดลง และ l
ตัดแกน y ในตำแหน่งต่ำลง เมื่อ P เพิ่มขึ้น
ทฤษฎี ฟังก์ชันจุดประสงค์มีเงื่อนไข บังคับเป็นเซตที่มีขอบเขต (บริเวณที่มีพื้นที่จำกัด)
จะมีทั้งค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด ซึ่งค่าทั้งสองจะเกิดขึ้นที่จุดมุมของกราฟ
หมายเหตุ ในกรณีที่เงื่อนไขบังคับเขตไม่มีขอบเขต (บริเวณที่มีพื้นไม่จำกัด) ฟังก์ชัน
จุดประสงค์จะมีค่าสูงสุด (ค่าต่ำสุด) หรือไม่ก็ได้ แต่ถ้ามี ค่านั้นจะเกิดขึ้นที่
จุดมุมของกราฟเช่นกัน
ขั้นตอนในการหาค่าสูงสุด และค่าต่ำสุดของฟังก์ชันจุดประสงค์ที่นิยามบนเซตนูนหลายเหลี่ยมที่มีขอบเขต มีดังนี้
1. เขียนกราฟของเซตคำตอบที่เป็นไปได้
2. หาจุดยอดมุม
3. หาค่าของฟังก์ชันจุดประสงค์ ที่จุดยอดมุมแต่ละจุด
4. ค่าน้อยที่สุดในชั้นที่ 3 คือ ค่าต่ำสุดของฟังก์ชันจุดประสงค์
ค่ามากที่สุดในชั้นที่ 3 คือ ค่าสูงสุดของฟังก์ชันจุดประสงค์
เมตริกซ์ (Matrix)
ในเรื่องนี้ จะมีส่วนสำคัญ 4 ส่วนคือ
1. เรื่องทั่วๆ ไปของเมตริกซ์
2. ดิเทอร์มิเนนต์ (Deteminant)
3. อินเวอร์ส ( Inverse)
4. ระบบสมการเชิงเส้น (Linear Equation System)
สรุปเนื้อหาสำคัญ : เมตริกซ์
1. นิยาม เมตริกซ์เป็นกลุ่มของเลขจำนวนซึ่งเรียงกันในลักษณะของสี่เหลี่ยมมุมฉากล้อมรอบด้วยเครื่องหมาย [ ]
2. การบอกตำแหน่งของสมาชิก
|
แถวที่หนึ่ง |
|
แถวที่หนึ่ง |
|
แถวที่หนึ่ง |
หลัก หนึ่ง สอง สาม สี่
3. มิติของเมตริกซ์ (Order of matrix)
เราจะเรียกเมตริกซ์ที่มี m แถว และ n หลัก (Column) ว่ามีมติ m x n โดยทั่วไป
นิยมใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (A , B , C …) แทนเมตริกซ์ และใช้อักษร aij ,bij , cij …
แทนสมาชิกแถวที่ I ของเมตริกซ์ ในบางครั้ง อาจเขียน [aij ] mxn แทนเมตริกซ์ A
- เมตริกจัตุรัส (Square matrix) คือ เมตริกซ์ที่มี มิติ n x n
5. เมตริกศูนย์ (Zero matrix ) คือ เมตริกซ์ที่มีสมาชิกทุกตัวเป็นศูนย์ และใช้สัญลักษณ์
0 หรือ [0] mxn
6. เมตริกซ์เอกลักษณ์ (Identity matrix or Unit matrix)
คือเมตริกซ์จัตุรัสที่มีคุณสมบัติว่า
1 เมื่อ i = j
aij =
0 เมื่อ i ¹ j
จะใช้สัญลักษณ์ I หรือ In แทนเมตริกซ์เอกลักษณ์ดังกล่าว
7. การเท่ากันของเมตริกซ์
กำหนดให้ A = [aij ] mxn เมื่อ B = [bij ] p x q
A = B ก็ต่อเมื่อ A และ B มีมิติเดียวกันและมีสมาชิกที่มีค่าเท่ากัน ตำแหน่งต่อตำแหน่ง นั่นคือ เมตริกซ์ A เท่ากับเมตริกซ์ B เมื่อ
1) m = p และ n = q
2) aij = bij ทุกค่า i และ j
8. การบวกเมตริกซ์ (Matrix Addltion)
กำหนดให้ A = [aij ] mxn , B = [bij ] mxn และ c = [cij ] mxn
ถ้า C = A + B แล้วจะได้ว่า cij = aij + bij สำหรับทุกค่า i และ j
9. การคูณเมตริกซ์ด้วยสเกลาร์ (Scalra Multiplication)
กำหนดให้ A = [aij ] mxn และให้ K Î R
จะได้ KA = K [aij ] mxn = [Kaij ] mxn
10. การคูณเมตริกซ์ (Matrix Multiplication)
กำหนดให้ A = [aij ] mxn , B = [bij ] mxp และ c = AB
C จะมีมิติ mxp คือ C = [cij ] m xp และ
Cij = ai1b1j+ ai2b2j + ai3b3j + … + aijbij
11. ทฤษฎีบทสำหรับการคูณเมตริกซ์
ถ้า A ,B และC เป็นเมตริกช์ที่สามารถคูณกันจะได้ว่า
1. (AB)C = A(BC) (การเปลี่ยนกลุ่มสำหรับการคูณ)
2. ถ้า A = [aij ] nxn จะได้ว่า In.A = A = A.In
3. A(B + C) = AB+ AC
4. ถ้า AB = AC และ
ถ้า A เป็น nonsingular matrix แล้วสรุปได้ว่า B = C
ถ้า A เป็น singular matrix แล้ว B และ C ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
5. ถ้า AB = 0
ถ้า A เป็น nonsingular matrix แล้วสรุปได้ว่า B = 0
ถ้า A เป็น singular matrix แล้ว B ไม่ใช่ 0
ข้อสังเกต
1. โดยทั่วไป AB ¹ BA
2. สูตรต่างๆ ในเรื่องจำนวนจริงอาจจะใช้กับเมตริกซ์ไม่ได้ เช่น
(A+B)2 = A2+ AB + BA + B2 ¹ A2+ 2AB + B2
(A+B) (A+B) = A2+ AB - BA - B2 ¹ A2 – B2
12. การทรานสโพสเมตริกซ์ ( Transpostlion of matrix)
กำหนดให้ A = [aij ] mxn , B = [bij ] nxm โดยที่ bij = aji ทุกค่า i , j
แล้วจะเรียกเมตริกซ์ B ว่าเป็นการทรานสโพสของเมทริกซ์ A ซึ่งเขียนแทนด้วย
B = At
13. ทฤษฎีบทสำหรับการทรานสโพสเมตริกซ์ ให้ A , B เป็นเมตริกซ์ใดๆ
1. (At) t = A
2. (A+B)t = A t + B t
3. (AB) t = B t A t
4. (A-1) t = (A t) –1 โดยที่ A เป็น nonsingular matrix
5. (An)t = (At)n , n Î I+
6. (KA)t = KAt , K ÎR
สรุปเนื้อหาสำคัญ : ดีเทอร์มิเนนต์ (Determinant)
1. ดิเทอร์มิเนนต์ เป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็นเซตของเมตริกซ์จัตุรัส และมีเรนจ์เป็นเซตของ
จำนวนจริง ดีเทอร์มิเนนต์ของเมตริกซ์ A เขียนแทนด้วย | A | หรือ det A หรือ det (A)
2. ความเป็นเอกฐานของเมตริกซ์ (Singularity of Matrix)
ให้ A เป็นเมตริกซ์จัตุรัส
ถ้า det (A) = 0 จะเรียกเมตริกซ์เอกฐาน (Singular Matrix)
ถ้า det (A) ¹ 0 จะเรียกเมตริกซ์ไม่เอกฐาน (nonSingular Matrix)
3. การหาดีเทอร์มิเนนต์ของเตริกซ์จัตุรัสที่มีมิติไม่เกิน 3x3
1. เมตริกซ์ | x |
ให้ A = [ a ] จะได้ det (A) = a
2. เมตริกซ์ 2x2
ให้ A = จะได้ det (A) = ad – bc
2. เมตริกซ์ 3x3 ใช้วิธีต่อ 2 หลัก
ให้ A =
จะได้ det (A) = (aci + bfg + cdh) – (gec + hfa + idb)
4. ไมเนอร์ , โคแฟกเตอร์ และเมตริกผูกพัน ( Minor , Cofactor and Adjonint)
กำหนดเมตริกซ์ A = [aij ] mxn โดยที่ n > 1
4.1 ไมเนอร์ของ aij คือ ดีเทอร์มิเนนต์ของเมตริกซ์ที่ได้จากการคัดแถวที่ i และ
หลักที่ j ของเมตริกซ์ A ออก เขียนแทนไมเนอร์ aij ด้วย Mij
4.2 โคแฟกเตอร์ของ aij คือ ผลคูณของ (-1) i+j และ Mij
เขียนแทนด้วย Cij = (-1) i+j Mij
4.3 เมตริกผูกพัน (Adjonint Matrix) ของ A คือ ทรานสโพสของเมตริกที่ได้มา
จากการแทนที่สมาชิกทุกตัวด้วย โคแฟกเตอร์ของสมาชิกนั้น เขียนแทนด้วย
adj(A) = [Cij] t
5. คุณสมบัติที่น่าสนใจในการหาDeterminant
ให้ A และ B เป็นเมตริกซ์จัตุรัส
1. det (AB) = det (A) det (B)
2. det (A) = det (At)
3. det (A). det (A-1) = 1 เมื่อ A เป็น nonsingular Matrix
4. det (An) = det (A) n โดยที่ n Î I+
5. ถ้า A มีสมาชิกทุกตัวในแถวใดแถวหนึ่งหรือหลักใดหลักหนึ่งเป็น 0 ตลอด
แล้ว det (A) = 0
6. ถ้า A มีสมาชิกใน 2 แถวใดๆ หรือ 2 หลักใดๆ เหมือนกันทุกประการ
แล้ว det (A) = 0
7. ถ้า A มีสมาชิกแถวใดแถวหนึ่ง ( หรือหลักใดหลักหนึ่ง) เป็น K เท่าของแถวหนึ่ง
(หรืออีกหลักหนึ่ง) แล้ว det (A) = 0
8. ถ้า B มีสมาชิกที่ได้จากการเอาค่าคงที่ K ซึ่ง k¹ 0 คูณสมาชิกในแถวใดแถวหนึ่ง
หรือหลักใดหลักหนึ่งของ A จะได้ det (B) = Kdet (A)
9. ถ้า A เป็นสมาชิกจัตุรัสมิติ n x n และ B = KA จะได้ว่า det (B) = Kndet (A)
ในกรณี K = -1 จะได้
det (A) เมื่อ n เป็นเลขคี่
det (-A) = (-1)n det (A) =
-det (A) เมื่อ n เป็นเลขคู่
และ
สำหรับเมตริกซ์จัตุรัสมิติอื่นๆ สูตรก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกัน
11. ถ้าเมตริกซ์ B ได้จากการสลับสองแถว ( หรือสองหลักใดๆ) ของ A
แล้วจะได้ det (B) = -det (A)
12. จาก A ซึ่งเป็นเมตริกซ์ขนาด n x n ถ้ามีการเปลี่ยนสมาชิกในแถวที่ i (หรือ
หลักที่ j ) โดยเอา K คูณสมาชิกในหลักที่ j โดยที่ i ¹ j แล้วสมารถบวกกับ
สมาชิกของแถวที่ i จะได้ ดีเทอร์มิเนนต์ เท่าเดิมเสมอ คุณสมบัติข้อนี้มี
ประโยชน์ในการหาดิเทอร์มิเนนต์ของเมตริกซ์ชนิดต่างๆ
13. ดิเทอร์มิเนนต์ของเมตริกซ์ A มิติ n x n หาได้จากการกระจายโคแฟกเตอร์
1. กระจายโคแฟกเตอร์ในแถวที่ i
det (A) = aij1 .Cij1 + aij2 .Cij2 + aij3.Cij3+…+ ani.Cni
2. กระจายโคแฟกเตอร์ในหลักที่ j
det (A) = aij1 .Cij1 + aij2 .Cij2 + aij3.Cij3+…+ anj .Cnj
14. Aadj(A) = adj(A).A = det(A).In
อินเวอร์สของเมตริกซ์
1. เงื่อนไขที่จะมีอินเวอร์สการคูณ
สำหรับจัตุรัส A ใด ๆ จะสามารถหาอินเวอรส์การคูณของ A ได้ก็ต่อเมื่อ
det(A) ¹ 0
2. การหาอินเวอร์สของเมตริกซ์
1. เมตริกซ์ | x |
ถ้า A = [a] และ a ¹ 0 จะได้ A–1 =
2. เมตริกซ์ 2x2
ถ้า A = โดยที่ ad –bc ¹ 0 จะได้ A–1 =
3. สำหรับเมตริกซ์จัตุรัสใดๆ ที่เป็น nonsingular Matrix สามารถหาอินเวอร์สได้
จากสูตร
A–1 = adj(A)
3. คุณสมบัติของอินเวอร์สเมตริกซ์
กำหนด A และ B เป็น nonsingular Matrix มิติเดียวกัน
1. det (A-1) -1 = A
2. det (AB) –1 = B–1 A–1
3. det (A-1) t = (A t) –1
4. (An)-1 = (A -1) n เมื่อ n Î I+
5. (KA)-1 = A –1 โดยที่ K ¹ 0
ตรรกศาสตร์
สรุปเนื้อหาสำคัญ
1. ประพจน์ คือ ประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธที่มีค่าความจริงเป็นจริงหรือเป็นเท็จเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
2. หลักการจำค่าความจริงของประพจน์มีตัวเชื่อม
1) ตัวเชื่อม และ (Ù) T Ù T ได้ T ที่เหลือ F หมด
2) ตัวเชื่อม หรือ (Ú) F Ú F ได้ F ที่เหลือ T หมด
3) ตัวเชื่อม ถ้า…แล้ว (®) T®F ได้ F ที่เหลือ T หมด
4) ตัวเชื่อม ก็ต่อเมื่อ («) ค่าความจริงตรงกันได้ T ถ้าต่างกันได้ F
3. ประพจน์ที่สมมูลกัน คือ ประพจน์ที่มีค่าความจริงตรงกันทุกกรณี
4. สัจนิรันดร์ (Tautology) คือ ประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็นจริงเสมอ
5. ประพจน์ที่สมมูลกันที่สำคัญ
p Ù (q Ú r) º ( p Ù q ) Ú (p Ù r)
p Ú (q Ù r) º ( p Ú q ) Ù (p Ú r)
p ® q º ~p Ú q
p ® q º ~q ® ~p
p « q º (p ® q) Ù (q ® p)
p « q º ~p «~q
6. นิเสธ
~ ( p Ù q ) º ~p Ú ~q
~ ( p Ú q ) º ~p Ù ~q
~ ( p ® q ) º p Ú ~q
~"x [p(x)] º $x [~p(x)]
~$x [p(x)] º "x [~p(x)]
7. การหาความจริงของประโยคที่มีตัวบ่งปริมาณ
"x [P(x)] จะเป็น T เมื่อเซตคำตอบเป็นm ไม่เช่นนั้นจะเป็น F
$x [P(x)] จะเป็น F เมื่อเซตคำตอบเป็นf ไม่เช่นนั้นจะเป็น T
"x,"y [P(x,y)] จะเป็น T เมื่อสำหรับ x และ y ทุกค่า P(x,y) เป็นจริง
"x,$y [P(x,y)] จะเป็น T เมื่อสำหรับ x แต่ละตัว จะต้องมี y ที่ทำให้
P(x,y) เป็นจริง
$ x,"y [P(x,y)] จะเป็น T เมื่อมี x ที่ทำให้ P(x,y) เป็นจริงสำหรับ y ทุกค่า
$x, $y [P(x,y)] จะเป็น T เมื่อมี x และ y ที่ทำให้ P(x,y) เป็นจริง
การอ้างเหตุผล (Argument)
การอ้างเหตุผลเป็นการอ้างว่าประพจน์ p1 , p2 , p3 , . . . pn สามารถสรุประพจน์ Q
ซึ่งสมเหตุสมผล (Valid) หรือ ไม่สมเหตุสมผล (Invalid) การอ้างเหตุผลจะสมเหตุสมผล
ก็ต่อเมื่อ P1A P2 A P3A… APn ® Q เป็นสัจนิรันดร์ และจะสรุปว่าไม่สมเหตุสมผล ก็ต่อเมื่อ
P1A P2 A P3A… APn ® Q ไม่เป็นสัจนิรันดร์
รูปแบบการอ้างเหตุผล (Argument Form)
รูปแบบการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลและนิยมใช้
1. Modus ponens 5. Dislunctlve Sylloglsm
เหตุ 1. p ® q เหตุ 1. p Ú q
2. p 2. ~ p
ผล q ผล q
2. Modus Tallens 6. เหตุ 1. p ® r
เหตุ 1. p ® q 2. q ® s
2. ~ q 3. p Ú q
ผล ~ p ผล r Ú s
3. Law of Sylloglsm 7. Law of Slmpllflcution
เหตุ 1. p ® q เหตุ p Ù q
2. q ® r ผล p
ผล p ® r
4. Law of Contrapasltive 8. Law of addition
เหตุ p ® q เหตุ p
ผล ~q ® ~ p ผล p Ú q
หรือผล ~ p Ú q
ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน
1. ผลคูณคาร์ทีเซียน
ถ้า A และ B เป็นเชต ผลคูณคาร์ทีเซียนของ A และ B คือเชตที่มีสมาชิกเป็นคู่อันดับ (x,y) โดยที่ x e A และ y e B และเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ AxB
นั่นคือ AxB = {(x,y) x e A และ y e B}
คุณสมบัติที่สำคัญ
1. ถ้า A มีสมาชิก m ตัวและ B มีสมาชิก n ตัว A x B จะมีสมาชิก m x n ตัว
2. A x B = f ก็ต่อเมื่อ A = f หรือ B = f
3. A x (B ÈC) = (A x B) È (A x C)
4. A x (B Ç