อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมองความขัดแย้งนั้นอย่างมีสติ และใคร่ครวญด้วยปัญญา เดี๋ยวปัญหานั้นก็ถูกแก้ไขไปอย่างไร้ปัญหา ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขณะโกรธความคิดนั้นจะบดบังสติปัญญา เช่น เมื่อคิดก็คิดผิดพลาด หมายความว่าจิตได้ฟุ้งซานไปแล้ว เมื่อพูดก็พูดในสิ่งที่ผิดพลาด ปากก็สั่น เมื่อจะทำก็ทำผิด ๆ พลาด ๆ มือไม้สั่นไปหมด

 

     จากบันทึกบทที่ ๒๔๗-๒๔๘ ที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้ในรายการ "เวทีสาธารณะ" บางบทเขาจะตัดออกเนื่องจากเวลาไม่พอก็ตาม แต่บันทึกบทนี้ (๒๔๙) จะได้กล่าวในสิ่งที่ผู้เขียนอยากพูด

     ทั้งนี้ ผู้เขียนต้องขอสรุปบันทึกบทที่ ๒๔๗ ที่ผู้เขียนได้แสดงเอาไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้เทคนิคในการแก้ไขปัญหาใน ๓ แบบคือ

     ๑.ในกรณีเรื่อง ผลประโยชน์ พระองค์ทรงใช้เหตุผล คือการชี้ถูก-ชี้ผิดให้ทั้งสองฝ่ายได้รับรู้เพื่อให้คิดและเห็นตาม

     ๒.ในกรณีเรื่อง หลักการ พระพุทธเจ้าทรงปล่อยให้เวลาเยียวยา สักระยะหนึ่งก่อน เพื่อรอโอกาสและจังหวะให้สถานการณ์เป็นใจ

     ๓.ในกรณีเรื่อง บทบัญญัติ พระองค์ทรงใช้วิธีปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้และประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง พร้อมกับสังคมที่อยู่รอบข้างลงโทษทั้งสองฝ่าย จึงต้องหันหน้าเข้าหากัน จึงเกิดสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน และ

     ขอสรุปบันทึกบทที่ ๒๔๘ ที่ผู้เขียนได้เสนอเอาไว้ว่า เสาหลักของสังคมสังคมไทยโดยเฉพาะต่างจังหวัด(พะเยา)นั้น มี ๓ หลักคือ หลักศาสนา-หลักครอบครัว-หลักวัฒนธรรม ซึ่งก็หมายความว่าสังคมไทยจะอยู่รอดได้ด้วย หลักของความเชื่อ ความศรัทธาโดยมีพระสงฆ์ต้องเป็นหลักในสังคม ประการต่อมาคือหลักความรักของความเป็นพี่น้องหรือคนในครอบครัว และสุดท้ายคือหลักแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่คนในชุมชนต้องอยู่ร่วมกันโดยมีเวทีในการแสดงออกหรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียก "เตินผญา" นั้นเอง

     แต่ในบันทึกบทนี้ (๒๔๙) ผู้เขียนจะนำเสนอในสิ่งที่ต้องการจะพูดปิดท้าย แต่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้พูดในรายการ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า การจะแก้ไขความขัดแย้งได้นั้นต้องอาศัยขั้นตอน ๕ ประการ ดังนี้

     ประการที่ ๑ เราต้องยอมรับก่อนว่า "ความขัดแย้ง" มันมีอยู่จริง ซึ่งมีมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคโบราณ ยุคพุทธกาลก็ยังเกิดขึ้น และความขัดแย้งนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน ซึ่งก็เท่ากับเราต้องยอมรับความจริง "สัจจะ" ที่เกิดขึ้น

     ประการที่ ๒ เราต้องเข้าใจก่อนว่า เราจะหนีความจริง(ความขัดแย้ง)นั้นไม่พ้น คือเราจะย้ายบ้านหนี หรือจะไปอยู่ในประเทศอื่น ๆ เพื่อนำความขัดแย้งออกไปจากชีวิตของเราไม่ได้ อย่างไรเสียความขัดแย้งเดิมหายไป ความขัดแย้งในรูปแบบใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น ต้องฝ่ายที่เห็นต่างเป็นญาติพี่น้องกัน ไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต

     ประการที่ ๓ ต้องเอาความคิดต่างนั้นมาคุยกัน หรือเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายแสดงออก หรือแสดงเจตจำนงค์ของตนว่าต้องการอะไร? แต่การเปิดเวทีคุยกันนั้นต้องใช้เหตุผล ในการแลกเปลี่ยน โดยให้งดการใช้อารมณ์ในการแสดงออก ซึ่งเหตุผลแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้คุยกันอย่างมีสติ และปัญญา ไม่ใช่สาดอารมณ์เสีย ๆ ใส่กันอย่างบ้าคลั่งอย่างที่เห็น

     ประการที่ ๔ ให้ยึดหลักประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเอาไว้ ไม่มีใครได้ทั้งหมด หรือเสียทั้งหมด แต่ต้องมีประโยชน์ร่วมกัน (อุภยประโยชน์)

     ประการที่ ๕ การจะคิด จะพูด จะทำทุกอย่างต่อคนที่เห็นต่างอย่างมีเมตตา (สุจริต ๓)

     แต่หากมองในแง่ดีความขัดแย้งนั้น เป็นความงดงามของธรรมชาติ เพราะทารกขัดแย้งกับสิ่งที่ได้รับมาตลอด ๙ เดือน ผนวกกับร่างกายแม่เกิดความขัดแย้งในปฏิกิริยาคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจึงได้มีการคลอดบุตรธิดาออกมา

     ดอกมลิเกิดความขัดแย้งกันเอง เมื่อถึงเวลาแล้วต้องบีดเสียดกันผลิบานระหว่างกลีบหนึ่งกับกลีบหนึ่ง จึงเกิดปฏิกิริยาที่งดงาม

     เห็ดที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ก็ได้ดุนดินเพื่อโผล่ขึ้นมา ฯลฯ และอีกหลาย ๆ กรณีตัวอย่างที่เกิดความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน เช่น ลิ้นกับฟัน เล็บมือกับผิวหนัง ความคิดฝ่ายดีและฝ่ายชั่วของคน ๆ หนึ่ง เป็นต้น

     อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมองความขัดแย้งนั้นอย่างมีสติ และใคร่ครวญด้วยปัญญา เดี๋ยวปัญหานั้นก็ถูกแก้ไขไปอย่างไร้ปัญหา ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขณะโกรธความคิดนั้นจะบดบังสติปัญญา เช่น เมื่อคิดก็คิดผิดพลาด หมายความว่าจิตได้ฟุ้งซานไปแล้ว เมื่อพูดก็พูดในสิ่งที่ผิดพลาด ปากก็สั่น เมื่อจะทำก็ทำผิด ๆ พลาด ๆ มือไม้สั่นไปหมด

     นี้คือตัวอย่างการใช้อารมณ์ บางครั้งเรื่องเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ เหมือนกับ "น้ำผึ้งหยดเดียว"

     ดังนั้น ต้องคิดด้วยความเมตตาต่อคนคิดต่าง

                  ต้องพูดด้วยความเมตตาต่อคนที่ต่างสี

             ต้องทำด้วยความเมตตาต่อคนที่มีอุดมการณ์ที่ไม่เหมือนเรา    

     นี้คือสิ่งที่อยากจะพูด แต่ไม่มีเวลาให้พูด...ในรายการ "เวทีสาธารณะ" ช่อง Thai PBS แต่ผู้เขียนก็ยังมีโอกาสได้นำเสนอใน "การเสวนาภาวะผู้นำทางการเมือง" ของนิสิตชั้นปีที่ ๒-๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ในวันที่ ๒๖ กพ.และให้แนวทางสำหรับบุคลากรของบริษัทนิ่มซี่เส็ง พะเยา ในวันที่ ๒๗ กพ.๕๕