“ม้ง” Hmong เป็นชนชาติพันธุ์หนึ่งในจังหวัดน่าน ตามประวัติศาสตร์ชาวม้งชาวม้งอพยพมาจากทางตอนใต้ของจีนถอยร่นมาประเทศลาวและเข้ามาทางตอนเหนือของประเทศไทย รวมทั้งจังหวัดน่านด้วย เป็นชนชาติที่รักสงบมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ชอบอยู่ตามที่สูง ตามดอยต่างๆ มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งการแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม และการดำรงชีวิต

 

ชาวม้งบ้านน้ำตวง จากประวัตินั้น เมื่อปีพ.ศ. 2509-2510 ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านปางกบ ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในปีพ.ศ. 2511 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ร่วมต่อต้านกับรัฐบาลไทย ในปีพ.ศ. 2526 ได้เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) โดยทางราชการจัดให้อยู่ที่บ้านกิ่วน้ำ (พื้นที่ที่ 4 ตำบลหนองแดงเดิม ) แต่เนื่องจากที่ตั้งเดิมขาดแคลนพื้นที่ทำกิน และจำนวนราษฎรเพิ่มขึ้น จึงได้ทำการอพยพครอบครัวมาอยู่ที่บ้านน้ำตวง ในพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จเยี่ยมราษฎรและมีโครงการในพระราชดำริช่วยเหลือพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ ทางโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่านพื้นที่ที่ 4 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เข้ามาทำการช่วยเหลือในการจัดสร้างบ้านพัก และจัดสรรที่ทำกิน ครอบครัวละ 10 ไร่

ในปีพ.ศ.2535 ได้มีการสร้างถนนและความเจริญต่างๆ เข้ามาในหมู่บ้าน บ้านน้ำตวงได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 ปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้าน ชื่อนายธวัชชัย วัฒนาตระกูลวงศ์  ภาษาที่ใช้ในหมู่บ้านภาษาม้ง การติดต่อราชการใช้ภาษาไทย ชาวบ้านน้ำตวงมีความสัมพันธ์กันในเครือญาติ การสร้างบ้านเรือนจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งในครัวเรือนหนึ่งมักจะมีอยู่ 2-3 ครอบครัว การอยู่รวมกันจะทำให้รู้สึกอบอุ่นและมีความผูกพันกัน ประชากรทั้งหมด 1,456 คน จำนวน 185 หลังคาเรือน

........................................................

 

ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านห่างไกล การพึ่งพาตนเองของชาวบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ชาวม้งที่นี่จึงได้สั่งสมสืบทอดภูมิปัญญาการจัดการตนเองจากรุ่นสู่รุ่น มีการเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นจากผู้อาวุโสในหมู่บ้านเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของชุมชนเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ เช่น การเล่นดนตรีประจำเผ่า การรักษาโรคด้วยสมุนไพร การปักผ้า การจักสาน การทำเครื่องมือล่าสัตว์  การทำเครื่องเงิน การตีมีด การสอนหรือการพูดคุยกันเป็นกลุ่มเวลาทำงาน หรือตอนกลางคืน เป็นการถ่ายทอดความรู้ที่ไม่ได้จัดเวลาสถานที่ เป็นการศึกษาจากผู้รู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่มีในตำราเรียน    แต่ศึกษาได้จากวิถีชีวิตการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนรวมทั้งการจัดการสุขภาพของตนเองด้วย ทั้งด้านสมุนไพร หมอพื้นบ้าน หมอฝังเข็ม อาหารการกิน และการดำรงชีวิตที่ล้วนแล้วเกี่ยวโยงกับการวิถีสุขภาพของชาวม้งทั้งสิ้น

 

 

อสม.ฉัตรชัย พงศ์พรไพศาล ปัจจุบันอายุ 32 ปี จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง จากวิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ได้สมัครเข้าเป็นอสม. ตั้งแต่ปี 2545 โดยมีแรงบันดาลใจ เนื่องจากบุตรชายคนแรกป่วยด้วยโรคผิวหนังบริเวณฝ่าเท้า รับการรักษาจากโรงพยาบาลแม่จริมอาการไม่ดีขึ้น และได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์องค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยรับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดเชียงใหม่  อาการยังไม่หายขาด และต้องเดินทางบ่อย ใช้เวลานาน เนื่องจากตอนนั้นบ้านน้ำตวงการคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อสม.ฉัตรชัย มีแนวคิดศึกษาการใช้สมุนไพรควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน  โดยขอรับคำปรึกษาจากหมอสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อจะได้นำยาสมุนไพรมาใช้ในการรักษาบุตร ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาบุตร

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนรุ่นหลังมีแนวคิดที่อยากจะสืบทอดเรื่องภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของชาวเขาเผ่าม้ง เพื่อไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา และรุ่นลูกหลานจะได้สืบทอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรกันได้ทั่วหน้า ดังนั้นจึงขอรับคำปรึกษาจากผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านน้ำตวง เพื่อรวบรวมจำนวนผู้รู้เรื่องสมุนไพรในหมู่บ้านบ้านน้ำตวงที่เราเรียกว่า “หมอสมุนไพรพื้นบ้าน” ขึ้น จำนวน 26  คน และได้ร่วมกันศึกษาเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านชาวม้ง สำรวจ และค้นพบ การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรพื้นบ้านได้ 128 ชนิด และรวบรวมรายชื่อสมุนไพร รวมทั้งกระบวนการรักษา สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด มาจัดทำเป็นรูปเล่ม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในเรื่องสมุนไพรของชาวม้ง ส่งเสริมให้ใช้สมุนไพรในการดูแลส่งเสริมสุขภาพของตนเอง รวมทั้งการส่งเสริมการใช้แพทย์พื้นบ้านในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยการประสานงานกับรพ.สต.

 

ผลการดำเนินงาน และผลสำเร็จที่เกิดขึ้น

  • ชุมชนบ้านน้ำตวงมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร สามารถปลูกและหายาสมุนไพรมารักษาตนเอง     และครอบครัวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ารักษาพยาบาล
  • ชุมชนบ้านน้ำตวงมีการปลูกกระชายดำ กระชายหอม ขิง เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
  • สมาชิกที่ผ่านการอบรมความรู้เรื่องยาสมุนไพรทั้ง 28 คน สามารถนำความรู้ที่ได้รับ นำไปปฏิบัติและเผยแพร่กับชุมชน เพื่อให้รู้จักยาสมุนไพร และมีการสืบทอดภูมิปัญญาทุกครัวเรือน
  • กลุ่มผู้ปลูก อนุรักษ์และผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน บ้านน้ำตวง (กระชายดำ หม่อน ขิง ซันซิ   ฯลฯ ) มีกองทุนหมุนเวียน 19,000 บาท
  • กลุ่มผู้ปลูก อนุรักษ์และผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน บ้านน้ำตวง (กระชายดำ หม่อน ขิงซันซิ ฯลฯ)  สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับยาสมุนไพรที่สำคัญ ทั้ง 128 ชนิด พร้อมภาพถ่าย และรวบรวมวิธีรักษา  สรรพคุณ ไว้เป็นรูปเล่ม และนำไปเผยแพร่ถ่ายทอดไปยังลูกหลาน
  • กลุ่มผู้ปลูก อนุรักษ์และผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน บ้านน้ำตวง (กระชายดำ หม่อน ขิง ซันซิ ฯลฯ)  มีการแปรรูปสมุนไพร เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว
  • ได้รับรางวัลประกวดสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ที่ทำจากสมุนไพร ในระดับของอำเภอแม่จริม

...............................................................

ผลของรวมกลุ่มการศึกษาสมุนไพรและส่งเสริมการใช้สมุนไพรอย่างจริงจังในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ อสม.ฉัตรชัย ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และเป็นกำลังหลักคนหนึ่งในระบบสุขภาพของชุมชนบ้านน้ำตวง และส่งผลให้เขาได้รับรางวัลอสม.ดีเด่นสาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นระดับภาคเหนือ เป็นตัวแทนของภาคเหนือเข้าประกวดอสม.ดีเด่นระดับชาติต่อไป

.............................................................

สีสันงานวันตรวจเยี่ยมจากคณะกรรมการประกวดอสม.ดีเด่นระดับชาติสาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำโดยรองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และคณะ รวม ๕ คน ในการออกมาตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของอสม.ฉัตรชัย และชาวบ้านน้ำตวง เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ งานนี้คึกคักอย่างกับงานปีใหม่ของชาวม้ง ชาวบ้านต่างแต่งชุดประจำเผ่า และจัดกิจกรรมไว้รองรับแขกอย่างตื่นตาตื่นใจ

..................................................................

อสม.ฉัตรชัย กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนช่วยสนับสนุนในการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มหมอพื้นบ้าน และที่สำคัญคือครอบครัวของเขาที่เป็นกำลังใจในการทำงาน ไม่ว่าผลการประกวดอสม.ดีเด่นระดับชาติจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ชาวม้งบ้านน้ำตวงได้แสดงให้เห็นพลังของความร่วมมือในการที่จะดูแลรักษาวิถีวัฒนธรรมความเป็นอยู่และสุขภาพของตนเองให้ผู้มาเยือนได้อย่างประทับใจยิ่งนัก