ชุมชนบ้านคลองทราย

ตำบลทุ่งหมอ อำเภอสะเดาจังหวัดสงขลา

 

        “สะเดา”เป็นชื่ออำเภอ อำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลาที่มีความหลากหลายทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เพราะคนในพื้นที่มีทั้งคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยมุสลิมอีกทั้งยังด่านเข้าออกประเทศมาเลเซียถึง 2 ด่านคือด่านปาดังเบซาร์และด่านนอก จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้า-ออกอย่างไม่ขาดสาย ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง และธุรกิจประเภทบริการต่างๆ นอกเหนือจากการทำสวนยางพาราซึ่งเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว

           บ้านคลองทราย ตำบลทุ่งหมอ เป็นชุมชนในอำเภอสะเดาที่กลุ่มของข้าพเจ้าเลือกใช้เป็นกรณีศึกษา เพื่อทำโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืน บ้านคลองทรายนั้นตั้งอยู่ห่างจากด่านปาดังเบซาร์ประมาณ 14 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากด่านนอกประมาณ 22 กิโลเมตร จึงไม่มีความคึกคักในเรื่องนักท่องเที่ยว คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร (ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้เป็นหลัก) มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย มีการพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะคนในชุมชนอยู่กันแบบเครือญาติ ดังนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลกเลยที่เห็นคนมานั่งกินในร้านน้ำชาตอนเช้าๆจะพูดคุยทักทายและรู้จักกันเกือบทั้งร้าน ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ชุมชนบ้านคลองทรายไม่ค่อยมีปัญหาการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นในชุมชนเท่าไรนัก

          ชุมชนบ้านคลองทรายมีผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งของคนในหมู่บ้าน 1คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการแต่งตั้งของผู้ใหญ่บ้านอีก 3คน มีถนนปาดังเบซาร์เป็นถนนสายหลักตัดผ่านชุมชน ถนนสายนี้นอกจากเป็นถนนสายหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจรเป็นประจำอยู่ทุกวันแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่ขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีใช้เป็นเส้นทางในการหลบหลีกการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย

          ปัญหาที่พบในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มเยาวชนในชุมชนที่ใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์ คือเยาวชนจะรวมกลุ่มกันเที่ยวแตร่ และมีเยาวชนบางส่วนที่นำรถมอเตอร์ไซค์มาแข่งขันประลองความเร็วกันบนถนนหลวง ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความวิตกกังวลว่าบุตรหลานของตนจะประสบอุบัติเหตุและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนปัญหาเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เช่น น้ำไหลไม่แรงหรือถนนเป็นหลุมเป็นบ่อนั้นชาวบ้านถือว่ายังไม่ถึงกับเดือดร้อนอะไรมากมาย จึงไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้อง แต่สำหรับปัญหาเรื่องกลุ่มเยาวชนนั้นควรที่จะต้องรีบแก้ไขโดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองเองที่ต้องเปิดใจกว้างแล้วเข้าไปพูดคุยปรึกษาปัญหากับบุตรหลาน และจัดกิจกรรมต่างให้ทำร่วมกัน เช่น กีฬาหมู่บ้าน เป็นต้น การที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันกับบุตรหลานนั้นจะทำให้ช่องว่างระหว่างวัยลดลงและมีความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น