ไทยและเกาหลี เป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจพอๆกัน

 

 

ประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว

 ไทยและเกาหลี เป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจพอๆกัน คนมีการศึกษาใกล้เคียงกัน เทคโนโลยี ถนนหนทาง ความเจริญด้านต่างๆใกล้เคียงกัน แม้กระทั่ง การแข่งขันกีฬาต่างๆก็มีแพ้มีชนะ ไม่ห่างกัน ฟุตบอลไทยแข่งกับเกาหลีทีไรก็สนุก มีลุ้นกันนะครับ

แต่วันนี้ เกาหลีทิ้งเราไปไกลเหลือเกิน

 

 

เกาหลีทำอย่างไรจึงพัฒนาประเทศจากประเทศที่มีเศรษฐกิจพอๆกับไทย 

มีสินค้าห่วยๆที่ไม่มีใครในโลกอยากใช้(นอกจากโสม) 

 มีคนที่ไม่ได้เก่งกาจสามารถอะไรเหนือกว่าคนไทย 

 

การศึกษาของเกาหลี คือคำตอบครับ

 

เมื่อประมาณยี่สิบปีมานี้ เกาหลีใต้เพิ่งประกาศปฏิรูปการศึกษา ปัญหาของเขาเหมือนของเราแทบทุกอย่างเช่น เด็กนักเรียนมุ่งแข่งขันกันเพื่อแย่งที่นั่งในมหาวิทยาลัยดัง กวดวิชาสนั่นเมืองเช่นเดียวกับบ้านเรา การศึกษากลายเป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้นปริญญาและคนไม่มีปัญญา แทนที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพของคน ให้คนเป็นคนดี ซื่อสัตย์ รักศักดิ์ศรี คนจบปริญญาตรีเยอะ แต่ทำงานไม่ได้ คนทำงานระดับฝีมือแรงงานโดนดูถูกว่าไม่มีปริญญา ฯลฯ เขาเห็นปัญหานี้มายี่สิบปี นายคิม ยอง ซัม แกหาเสียงว่าจะแก้ปัญหานี้ ผู้คนก็เลือกแกมาเป็นประธานาธิบดี และแกก็ทำตามที่ประกาศไว้ทันทีหลังรับตำแหน่ง โดยประกาศให้ สร้าง "ระบบการศึกษาใหม่" ซึ่งมีหลักสำคัญคือ  ต้องจัดการศึกษาโดยให้ความสำคัญกับผู้เรียนและเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาคนทั้งประเทศ เกาหลีกับไทยมีการปฏิรูปการศึกษาที่ใช้หลักการเหมือนกันยังกับลอกกันมา แต่ทำไมเขาทำได้ดีมากและเรายังไม่เห็นจะก้าวหน้าอย่างเขา มาเจอะกันทีละเรื่องเลยนะครับ

1  ผู้นำเขาจริงจังหลังรับตำแหน่ง เขาจัดตั้งคณะกรรมการแห่งประธานาธิบดีเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ปี2537)โดยมีทั้งนักการเมือง รัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนมวลชนกลุ่มต่างๆ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ส่วนองเราหลังรับตำแหน่งก็ลืมที่เคยหาเสียงไว้ นอกจากไม่จัดตั้งอะไรแล้วแม้กระทั่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการยังได้มาจากการแบ่งโควต้ารัฐมนตรี การทำงานของกระทรวงก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงเพราะขาดผู้นำ

2 เป้าหมายโดยให้ความสำคัญกับผู้เรียน สิ่งที่เขาทำคือ เอามหาวิทยาลัยทั้งหมดมาคุยกัน เอาผู้เชี่ยวชาญด้านการงานอาชีพ ด้านเศรษฐกิจมากำหนดทิศทางการเปิดสอน คณะไหนสาขาอะไรควรเปิดเขาให้ความสำคัญกับผู้เรียนและการพัฒนาประเทศ ส่วนเรา มหาวิทยาลัยอยากเปิดสอนอะไร มีครูอาจารย์วิชาไหนก็เปิดกันเข้าไป ไม่สนใจว่าเด็กจบมาจะมีงานทำไหม สาขาไหนที่ควรลดจำนวนรับ ก็ไม่ลด สาขาไหนที่ควรเพิ่ม ก็ไม่เพิ่ม ยังแย่งกันรับนักศึกษาอีกด้วย

3 การกระจายอำนาจ เกาหลีกระจายจริง คือให้โรงเรียนแต่ละโรงจัดการศึกษาที่แตกต่างกันได้ โดยให้มีคณะกรรมการสภาประมาณ 7-15 คน ซึ่งมาจากผู้ปกครองประมาณเกือบครึ่งผู้บริหารโรงเรียนสองสามคนและที่เหลือมาจากการเลือกตั้งของชุมชน ส่วนของเรา มันไม่กระจายจริง ผู้อำนวยการโรงเรียนยังต้องรับคำสั่งจากกระทรวง สภาโรงเรียนเกาหลีมีอำนาจในการพิจารณางบประมาณครับ 

4 โรงเรียนมีการเปิดสอนหลากหลายรูปแบบ เน้นไปในทิศทางใด จะมีระเบียบอะไร ผมยาวผมสั้น มันขึ้นกับแต่ละโรงเรียน ส่วนบ้านเรา ยังไม่เห็นโรงเรียนรัฐที่แตกต่างกัน เพราะทุกอย่างมาจากกระทรวงถ้าแตกต่าง ผู้อำนวยการอาจโดนลงโทษ แล้วมันจะเรียกว่ากะจายอำนาจได้อย่างไร

5 การเน้นในเรื่องข้อมูลข่าวสาร เขารู้ว่าอินเตอร์เนตคือแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเทคโนโลยีทางการศึกษาจะพัฒนาได้อีกมากมายถ้าระบบอินเตอร์เนตดีและทั่วถึง ดังนั้นคนเกาหลีจึงใช้อินเตอร์เนตความเร็ว 100mb ในขณะที่บ้านเราเอาแต่หาประโยชน์ ส่วนตัว แบ่งฝ่ายทะเลาะกัน เราจึงใช้เนตเร็ว  5-6mb กันจนทุกวันนี้ ถ้าถามว่าคนไทยเราทำได้ไหม ความจริงระบบ 100mb เราก็ทำได้ครับ คนเก่งๆเราไม่ได้น้อย วิศวกรด้านนี้เราก็ระดับโลก แต่ปัญหามันอยู่ทไม่ค่อยมีคนรักชาติน่ะครับ

6 การจัดการศึกษาในระดับประถม และมัธยม ที่มีความแตกต่างหลากหลายแต่เขาเน้นในจุดที่สำคัญ (ซึ่งไม่ใช่เกรดเฉลี่ย) นั่นคือ ความซื่อสัตย์ คุณธรรม และ ความรักชาติ 

 

 

ทุกวันนี้ เกาหลีก็ยังพัฒนาในเรื่องของอุดมศึกษา มีการตั้งธนาคารหน่วยกิต ตือเรียนแล้วเลิกก็มาเรียนใหม่ได้ ย้ายที่เรียนก็ง่ายๆ มีการลดหน่วยกิตวิชาเอกเพื่อให้เรียนหลายสาขาพร้อมกัน(ตามแนวทางสาขาอาชีพแห่งอนาคตที่ผมเขียนไว้ในพอกเกตบุค) และยังมีอีกหลายเรื่องครับที่ประเทศนี้เอาจริง 

ใครอยากรู้มากกว่านี้ก็ไปหาได้ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของเกาหลีใต้ ในเวบกระทรวงศึกษาของเขา 

ถ้าเรายังไม่เร่งพัฒนาการศึกษาไปในทิศทางที่ถูก 

อีกสักสิบปี เราคงเห็นประเทศต่างๆวิ่งแซงเราไปได้เช่นกัน

 

ผมเชื่อว่าถ้าเราทำการศึกษาเราให้เป็นเคื่รองมือในการพัฒนาคน 

เราจะมีคนรุ่นใหม่ๆที่มีความคิด มีเหตุผลและมีศีลธรรมจำนวนมาก 

และนั่นแหละครับ คือทางแก้ปัญหาที่น่าจะดีที่สุดของเรา 

facebook     ajWiriyah