เรียนรู้อะไรจากการไปเวียดนาม
พวกเรากาฬสินธุ์10 ออกเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรจากกาฬสินธุ์มุ่งสู่เวียดนาม 3 คืน 4 วัน จากแนวคิดก่อนเดินทางไปเวียดนามที่ เมืองเว้ เมืองดานัง และเมืองฮอยอัน ครั้งนี้คิดว่าเวียดนามนั้นห้องน้ำสกปรกและอาหารไม่อร่อย และคนเวียดนามพูดไทยไม่ได้ และต้องแลกเงินไทยเป็นเงินดองเท่านั้นจึงจะใช้จ่ายในเวียดนามได้ ต้องโทรศัพท์หาลูกที่เมืองไทยไม่ได้แน่ และโรงเรียนของเวียดนามคงมีโต๊ะเก้าอี้ที่ไม่เพียงพอ เด็กๆต้องนำเก้าอี้จากบ้านตัวเองไปนั่งเรียนเวลาเดินทางกลับบ้านก็จะถือเก้าอี้กลับบ้านด้วย และรถมอเตอร์ไซด์มีมากๆเต็มถนนเมื่อเราจะข้ามถนนจะข้ามได้อย่างไร
ที่คิดไว้ก่อนไปนั้นดิฉันคิดผิดค่ะ ปี ค.ศ.2012 นี้เวียดนามพัฒนาขึ้นมาก ห้องน้ำสะอาด อาหารอร่อยถูกปากคนไทย คนเวียดนามพูดภาษาไทยและภาษาอังกฤษเก่ง การใช้จ่ายเงินจ่ายเป็นเงินไทยก็ได้ มีทอนให้แม้กระทั่งเหรียญบาท ไปถึงเวียดนามใช้ซิมเวียดนามโทรในประเทศเวียดนามโทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ยอดเยี่ยมมาก แต่ถ้าโทรมาประเทศไทยจึงได้จ่าย ในโรงเรียนที่เวียดนามนั้นทันสมัยมีโต๊ะเก้าอี้เพียงพอ แต่เด็กจะเข้าเรียนเป็นช่วงคือช่วงเช้า และช่วงบ่ายจะเป็นนักเรียนคนละกลุ่มที่มาเรียนนักเรียนน่ารักพูดไทยได้ "สวัสดีครับ" และฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ส่วนนักเรียนหญิงมัธยมปลายจะใส่ชุดประจำชาติเวียดนามสีขาว สวยมาก ส่วนการบริหารงานภายในโรงเรียนจะมีลักษณะคล้ายกับไทย ครูมีสวัสดิการคล้ายกับครูไทย แต่พอสิ้นปีก็จะได้รับเงินโบนัสถือว่าเยี่ยมมาก ส่วนการข้ามถนนนั้นรถมีมากก็จริงแต่รถจะหลีกคน เราเดินข้ามถนน รถเขาจะหลีกเองโดยไม่มีจราจรเป่านกหวีดเหมือนบ้านเรา ก็ดีเหมือนกันค่ะ เรื่องสินค้าก็ราคาถูก เช่นถุงเท้าของผู้หญิงแรกเจอแม่ค้า เขาขาย10 คู่ร้อย แต่ถ้าเราไม่สนใจ เขารีบลดราคาให้ 20 คู่ร้อยอะไรจะขนาดนั้นแต่เป็นไปแล้วค่ะ ชอบค่ะ กล่องใส่ดินสอ 15 อันร้อย แต่บางคนสามารถซื้อได้ถึง 36 อันร้อยค่ะเอามาฝากนักเรียนที่เมืองไทย นักเรียนที่เมืองไทย ชอบมากค่ะ และยังนำภาษาเวียดนามมาฝากนักเรียนที่หน้าเสาธงด้วย นักเรียนตื่นเต้นมาก เมื่อครูกล่าวสวัสดีนักเรียนเป็นภาษาเวียดนาม เช่นคำว่า"สวัสดี" ภาษาเวียดนามคือ "ซินจ่าว" ฉันรักเธอ ภาษาเวียดนามคือ "อัน เอียว เอ็ม" เหล่านี้เป็นต้น พูดถึงหินอ่อนและหยกแกะสลักก็สวยและราคาถูกแต่หนักค่ะ กว่าจะถึงบ้านถ้ามีโอกาสได้ไปที่นี่อีกถามว่าอยากได้อะไร ค่ะแน่นอนพระพุทธรูปหยกค่ะ สวย ราคาไม่แพงและมีคุณค่าทางจิตใจ
จากการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในเวียดนามนั้นมันเป็นประสบการณ์แห่งความประทับใจที่มีคุณค่าหาไม่ได้ง่ายนักในชีวิตที่เกิดจากการเดินทางร่วมกันทำให้เข้าใจกันในกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนที่มีไมตรีให้กันสนิทสนมรักใคร่กลมเกรียวกัน เสียงเพลงที่มีท่อนหนึ่งความหมายว่า "พวกเราเป็นเพื่อนกัน เราจะไม่ทอดทิ้งกัน" มันทำให้เกิดพลังในกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น เกิดความสามัคคี รักใคร่กลมเกรียวเหมือนเราเคยได้ร่วมงานกันมาหลายปี ทั้งๆที่พวกเราแค่ได้เรียนรู้ด้วยกันเพียง เกือบสองภาคเรียนเท่านั้น
ขอขอบคุณอาจารย์ ดร.สุธรรม และอาจารย์ ดร.สุรเชตที่สามารถหลอมรวมจิตใจนิสิตMSU.บริหารรุ่น 10 กาฬสินธุ์ ให้เกิดความสามัคคีรักใคร่กันค่ะ