รอวันแลงใหม่ของชีวิตต่างด้าว

อ่านชื่อเรื่องแล้วอย่างเพิ่งเพลินคิดว่าเราจะพามาเที่ยว กินของอร่อย แต่ไปได้ยินชื่อโครงการหนึ่งในชุดโครงการเด็กด้อยโอกาส ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ชื่อ“วันแลงใหม่ของเด็กในสวน” ก็มีอันต้องแปลกใจ “วันแลงใหม่ของเด็กในสวน” ฟังจากชื่อโครงการแล้วหลายคนอาจสงสัยว่า “สวนอะไร….. แล้วทำไมต้องเป็นวันแลงใหม่” และจนแล้วจนเล่าก็คงจะไม่ได้คำตอบจึงหอบตัวเองขึ้นไปที่ ต. แม่ข่า อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ นี่แหละ…ถึงได้รู้ 


พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานสวนส้ม

“วันแลงใหม่ของเด็กในสวน” นั้นเป็นโครงการที่ให้ลูกหลานของแรงงานต่างด้าว ที่พากันอพยพเข้ามาทำงานอยู่ในสวนส้ม ในพื้นที่ ต. แม่ข่า อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้มีกิจกรรมร่วมกัน ผ่านกิจกรรมอย่างง่ายๆ อาทิ การพัฒนาศักยภาพเด็กในชุมชนในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่อง การกิน การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข กระทั่งทัศนคติเกี่ยวกับการเข้าเมืองไปหางานทำ ทั้งนี้เพื่อสร้างทักษะการตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิตให้แก่เยาวชนด้วย

“แรงงานเหล่านี้ บางครอบครัว ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีอาชีพ ถูกทหารใช้กำลัง บังคับต่างๆ นาๆ จนสุดท้ายทนไม่ได้ จึงตัดสินใจหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่ ขาดความรู้และการศึกษา ที่สำคัญไปกว่านั้นยังเห็นว่าการศึกษาไม่มีความจำเป็น ต่อเด็ก หากมีลูกเป็นเด็กผู้หญิง อายุได้ 13-15 ปี ก็จะถูกจับคู่ให้ ซึ่งพ่อแม่มองว่า เป็นการทำให้ตัวเองไม่ต้องมีภาระเลี้ยงดู แถมยังได้ผู้ชายที่มาเป็นลูกเขยเข้ามาช่วยทำมาหากินอีกด้วย โครงการนี้จึงถือเป็นจุดเปลียนของเด็กๆ กับผู้ปกครอง ซึ่งเด็กๆ มองว่า เขาจะได้รับชีวิตใหม่ที่อาจดีขึ้นกว่าเดิม จึงใช้ชื่อว่า “วันแลงใหม่” และแน่นอน ของเด็กในสวน มาจากสวนส้มนั่นเอง”พี่ “อดุลย์ ดวงดีทวีรัตน์” ผู้จัดการโครงการวันแลงใหม่ของเด็กในสวน บอก

โครงการวันแลงใหม่ของเด็กในสวน ถือว่าเป็นการต่อยอดการทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ของสมาคมสร้างเสริมเด็ก เยาวชน และครอบครัว ในฐานะเอ็นจีโอในพื้นที่ ที่คลุกคลี กับคนในพื้นที่ ก่อนจะเข้าร่วมกับชุดโครงการเพื่อเด็กด้อยโอกาส ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต้องการจะลดช่องว่างทางโอกาสของการร่วมกิจกรรมระหว่างเด็กด้อยโอกาสกับเด็กในระบบการศึกษาปกติ เรายกตัวอย่างกิจกรรมในโครงการเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อบ่ายวันที่12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมงานได้บุกขึ้นไปในสวนส้มเพื่อให้ความรู้สร้างความเข้าใจเรื่องโทษขนมกรุปกรอบ ณ สวนศดาพร หรือตามคำเรียกของคนที่นี่ว่า “สวนพ่อเลี้ยงพล”                           

เรียบง่าย แต่ได้ความหมาย

กว่าจะได้เริ่มงาน ก็ประมาณ 1 ทุ่ม งานนี้จัดกันกลางสวนส้ม ปูผ้าใบรองนั่งกัน ทั้งนี้ที่ต้องจัดกิจกรรมกลางคืน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานของผู้ปกครอง เพราะถึงแม้จะมีค่าจ้างวันละ ร้อยกว่าบาท แต่ก็มีค่ามากสำหรับพวกเขา โดยงานที่มีขึ้นนี้ ไม่มีพิธีรีตองมากนัก ทำกิจกรรมกันง่ายๆ ด้วยการแสดงของเด็กๆ อาทิ การรำนกเต้นโต การฟ้อนนก และการแสดงหุ่นมือ ที่เรียกเสียงหัวเราะให้ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกันอย่างล้นหลาม

 

หลังจากนั้นมีการฉายหนังที่เด็กและผู้ปกครอง (บางคน) ร่วมกันแสดงซึ่งใช้ชื่อเรื่อง    ตรงตัวว่า "โทษจากขนมกรุปกรอบ" แน่นอนว่านำเสนอเป็นภาษาไทยใหญ่ (เราเองฟัง  ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ได้ถามเจ้าหน้าที่) 

หลังจากนั้นมีการตอกย้ำ โทษของขนมที่เด็กๆ ได้กิน ด้วยการแยก ผู้ปกครองออกจากเด็ก มีพี่เลี้ยงลงให้ความรู้ตามกลุ่มย่อย ซึ่งในวงของเด็ก มีการนำขนมชนิดต่างๆ มาให้ชิม และให้บอกว่าชอบทานอะไร มีทั้ง ขนมกรุปกรอบ ลูกอม อมยิ้ม และขนมพื้นบ้าน ซึ่งพี่เลี้ยงจะบอกว่าขนมแต่ละชนิด มีโทษอย่างไร ด้วยความรู้ง่ายๆเบื้องต้นเท่านั้น ปรามผู้ปกครอง อย่าคิดซื้อขนมไร้คุณภาพ 

 

แต่ในวงของผู้ใหญ่ พี่เลี้ยงงัดไม้เด็ด ออกมาใช้ ด้วยการสำรวจก่อนหน้าว่าผู้ปกครองชอบซื้อขนมอะไรให้เด็กทาน ผลที่ได้มาคือ ซื้อขนมห่อละ 2 บาท ที่ได้บริมาณเยอะๆ แต่ตัวผู้ปกครองไม่เคยชิมเลยแม้แต่น้อย รวมไปถึงมาม่าบรรจุซองแบบแบ่งเอง ซึ่งใส่มาพร้อมกำไลพลาสติก ราคาซองละ 1 บาท แน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีการรับรองขององค์การอาหารและยา (อย.) ไม่มีที่มา ไม่มีแหล่งผลิต ไม่มีข้อมูลอะไร (เลย) ทั้งนั้นเมื่อผู้ปกครองได้ชิมบ้างก็รู้ว่าขนมที่พวกเขาซื้อให้ลูกๆเหล่านั้น บ้างมีรสเข็มไป หวานไป บ้างก็รสจัดขนาดกินไม่ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ขนมที่ได้ชิมทุกอย่างเหม็นหืน แทบไร้คุณภาพ เมื่อได้สอบถามถึงสาเหตุที่ผู้ปกครองซื้อขนมเหล่านั้นให้ลูกหลานรับประทานก็เป็นเพราะว่า เพราะขนมเหล่านั้นมีปริมาณเยอะดี จะเสียเงิน ตั้ง 2 - 3 บาททั้งที ก็ขอให้ได้บริมาณที่มากไว้ก่อน

แทรกความรู้ เตือนระวังเกิดโรค

ดังนั้นพี่เลี้ยงได้สอดแทรก ความรู้ที่ลึกกว่าน้องๆ อาทิ การทานอาหารเค็มๆ อาจเป็น   โรคไต ซึ่งผู้ปกครองจะต้องเสียเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลลูกอีกด้วย ทั้งนี้หลังจากกิจกรรมกลุ่มย่อยก็ มีการตอบคำถามชิงรางวัล ทั้งนี้แม้รางวัลทีมอบให้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ที่ผสมเอง และหมวก กับของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อวัดความเข้าใจของเด็กและผู้ปกครองซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างน้อยๆผู้ปกครองจำได้ว่า  โทษของขนมกรุปกรอบไม่ดีอย่างไร 

เมื่อถามคนจัดกิจกรรมว่า มองผลสำเร็จในกิจกรรมครั้งนี้อย่างไร พี่อดุลย์บอกว่า ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่จะให้เด็กๆ เลิกทานขนมกรุปกรอบไปเลยคงยาก หากแต่ การที่เด็กทานน้อยลง มีความคิด ที่จะทานขนมพื้นบ้าน ถือว่าประสบความสำเร็จไปก้าวหนึ่งแล้ว  

“แต่ในทางอ้อมกิจกรรมนี้ยังทำให้เกิดการพื้นฟูวิธีการทำขนมพื้นบ้านขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เด็กบางคน ไม่รู้จักขนมของไทยใหญ่เลย เช่น ขนมขี้นกเป้า และขนมวง ซึ่งบริโภคแล้วยังมีความเสี่ยงเรื่องโรคน้อยกว่าขนมที่ไร้มาตรฐาน ซึ่งมีขายอยู่ตามตลาดนัดและร้านค้าในพื้นที่ชนบท อย่างไรก็ตามแนวคิดเช่นนี้เราก็ต้องปลูกฝังมันต่อไป”ให้วันแลงใหม่ ที่หมายถึงชีวิตใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นกับเยาวชนในสวนนี้อย่างแท้จริง