ในสถานการณ์ทุกวันนี้ปรากฏข่าวความรุนแรงผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งข่าวความรุนแรงที่เกิดจากตัวเด็กและเยาวชนเอง จนเกิดประเด็นคำถามว่าความรุนแรงในสังคมเพิ่มขึ้นจึงต้องนำเสนอ หรือเพราะการนำเสนอที่มากเกินไป ไปกระตุ้นให้คนในสังคมเลียนแบบความรุนแรงมากขึ้น
โดยทั่วไปสื่อไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะเข้าไปกระตุ้นความรุนแรงหรือทำให้เด็กอยากเลียนแบบ ต้องมีเงื่อนไขปัจจัยเข้าร่วมที่สำคัญสองประการ ประการหนึ่งเป็นสิ่งที่สื่อไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมแม้สื่อจะมีหน้าที่สะท้อนความเป็นจริง นำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น แต่รูปแบบการนำเสนอมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้รับสื่อ การเสนอข่าวความรุนแรงที่เน้นกระตุ้นให้เกิดกระแสความรู้สึก อาจดูเหมือนได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก แต่ผลกระทบที่ควบคุมได้ยากคือ การรับรู้ที่เน้นความถี่ตอกย้ำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ เป็นการแสดงวิธีกระทำความรุนแรงให้เป็นแบบอย่าง
นอกจากรูปแบบการนำเสนอที่มีอิทธิพลต่อการเลียนแบบ ปัจจัยที่สองมาจากตัวบุคคลและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การใช้ความรุนแรงเป็นทางเลือกในส่วนนี้เป็นการเข้าใจสภาพการอยู่ร่วมกัน ทุกคนไม่ได้มีความเข้มแข็งทางจิตใจหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่าเทียมกัน ทั้งนี้พ่อแม่ยุคนี้จำเป็นต้องสร้างการเรียนรู้เท่าทันสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีความพยายามในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อทุกชนิด แต่เด็กจะยังเติบโตได้รับอิทธิพลจากการรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่อยู่รอบตัว พ่อแม่จึงต้องมีส่วนร่วมดังนี้
พ่อแม่ควารดูแลเรื่องเวลาในการใช้สื่อ ฝึกวินัยให้ลูกมีการจัดเวลาในการใช้สื่อแต่ละชนิด ด้ยการพูดคุยทำข้อตกลง และติดตามลูกเป็นระยะ เพื่อให้ลูกสามารถควบคุมการใช้เวลาของตนเองได้
การเลือกสื่อร่วมกับลูก ไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้สื่อตามลำพังหรือตามใจชอบ โดยเฉพาะช่วงก่อนวัยรุ่นพ่อแม่ต้องคอยคัดรายการที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งสามารถศึกษาได้จากการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อในปัจจุบันมีการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ เกมคอมพิวเตอร์ ภาพยนตร์ การคุยกันจะทำให้ลูกรับรู้และเข้าใจว่าสื่อมีการนำเสนอโดยผ่านมุมมองของผู้ทำสื่อ ในฐานะผู้รับเราสามารถเลือกได้ลูกจะมีทักษะในการตัดสินใจด้วยตนเอง ทักษะนี้ต้องวางจากความเข้าใจของตัวเด็กเอง เพราะเด็กมีโอกาสได้เห็นสื่อต่างๆ โดยที่พ่อแม่อาจไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา
การคุยกับลูกให้เฝ้าระวังอันตรายที่อาจมาจากใช้สื่อ สามารถเลือกประเด็นข่าวผลกระทบทางลบจากการใช้สื่อพูดคุยกับลูกให้เห็นภัยที่แฝงตามมา ซึ่งเด็กมักตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มที่จะหาประโยชน์สัมพันธภาพที่มีกับลูก และการใช้เวลาคุยเรื่องสื่อกับลูก จะทำให้ลูกเข้าใจ และไม่รู้สึกว่าถูกพ่อแม่บังคับแต่เข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่ต้องกลั่นกรองการเลือกรับสื่อ
พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้สื่อ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรระมัดระวัง ปัญหาเรื่องการเข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะกับวัยของเด็ก ส่วนหนึ่งมาจากการละเลยของพ่อแม่ เก็บสื่อที่ไม่เหมาะกับวัยของเด็กไว้ในบ้านโดยไม่ดูแลบางครั้งพ่อแม่ใช้เวลากับสื่อที่ตนเองสนใจโดยไม่ดูแลลูก
ในปัจจุบันเด็กแวดล้อมด้วยสื่อ พ่อแม่จำเป็นต้องช่วยให้ลูกตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อ และรู้จักเลือกรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน การดูแลพื้นฐานครอบครัวเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมการอยู่กับสื่อที่จะเป็นทักษะระยะยาวในชีวิตต่อไป
ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ นับวันคนทำสื่อเห็นแก่ตัวมาก ปากว่าตาขยิบ รัฐก็รู้แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เบื้องหลังสื่อ มีบุคคลระดับสูงมีการศึกษาฐานะดี มีหน้ามีตาในสังคม เป็นผู้ควบคุมสื่อ แต่ไม่เห็นอนาทรร้อนใจ กฎหมาย..ระเบียบ เกี่ยวกับสื่อก็หย่อนยาน นับวันจะเป็นตัวอันตรายทำลายเด็กและเยาวชน ชนิดที่พ่อแม่ครูอาจารย์ก็เอาไม่อยู่ ครับ