"แต่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าหาญและยอดเยี่ยมที่สามารถยืนหยัด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าผู้ชายอาจจะต้องหาทางออกบางอย่างที่สุดเหลือจะทน"

พอผมคิดออก ผมก็รีบเอาอายยยแพดของผมขึ้นมาบันทึกหัวข้อทันที....เมื่อวานก่อนวันวาเลนไทน์ ผมได้นั่งคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุมากกว่าผมประมาณเกือบรอบ แต่สิ่งที่ผมสัมผัสและเห็นทั้งหมดคือ ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวทุกสิ่ง ที่สุดแสนจะบรรยายถึงความสาหัสของชีวิตที่ผันผ่าน แต่ก็ไม่เท่ากับสิ่งที่เธอกับลังเผชิญหน้า ณ ตอนนี้ ซึ่งตัวผมเป็นผู้ชายนะ ผมไม่รู้หรอกว่าหากผมเจอสถานการณ์แบบนี้ผมจะสามารถทำอะไรได้บ้างแต่ที่แน่ชัด ผมไม่ต้องการเจอมันแน่ๆ และผมกล้าบอกได้เลยว่าต่อให้เป็นผู้ชาย อกสามสี่หรือห้าศอก...ก็เอาไม่อยู่ ในมุมหนึ่งผมอยากสงสารเธอและมันจะสำคัญเลยที่เดียวหากมันจะส่งผลกระทบกับอีกหลายชีวิตที่อยู่ในวงจรที่เธอกำลังรับผิดชอบอยู่ ผมบอกได้แค่ว่ามันมีผลกระทบกับครอบครัวทั่วไทยเลยก็ว่าได้(มันจะขนาดนั้นเลยรึ!) เพราะเขาคือเจ้านายผมไง เจ้าของกิจการเฟรนไชน์ "ไมโลดิบเจ้าแรกของประเทศไทย" บริษัทดีมิลค์ครับ มีสาขามากกว่า 200 แห่งทั่วไทย และวัตถุดิบมากมายที่ต้องเข้าสู่ระบบ การจ้างงาน แม้แต่คนขายน้ำแข็งกลายเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งกะอีแค่ส่งน้ำแข็งให้ลูกค้าเฟรนไชส์อย่างเดียวน่ะ คนซื้อเฟรนไชส์และต้มนมขายช่วยส่งให้ลูกค้า กลายเป็นเจ้าของรายได้เดือนละหลายแสนบาท คุณคิดดูสิว่ามันจะมีผลกระทบแค่ไหนหากเธอผู้นี้ที่ผมพูดถึงประสบปัญหานานับประการและหมดไฟ ตายทั้งเป็นกับปัญหารอบทิศที่ถาโถมเข้ามาใส่ และในทางที่มันจะดูดีและน่าจะได้รับรางวัลสาขาการแสดงมารยาทแลลูกน้องผู้ประจบเข้าใจนายดีเด่นเลยคือ การ"สงสาร"เธอผู้นั้นอย่างเสียใจเห็นใจไปกับเรื่องราวของเธอ แต่คำถามคือมนุษย์เรายิ่งเห็นคนเข้าใจยิ่งเสียใจ เพราะอะไร ? ก็แปลว่ามันจริง สิ่งที่มันทุกข์ทรมาน และไม่ดี เราไม่ได้เรื่อง เราไม่มีโชคเลย ทำไมต้องเกิดกับฉัน? มันจะยิ่งจริงๆๆๆๆๆๆเขาไปใหญ่เลย แล้วถามว่า จะมีประโยชน์อันใดหากเขาไม่ได้แรงบันดาลใจและลุกขึ้นมาอยู่กับสถานการณ์นั้นอย่างมีสติ และที่สำคัญเรายิ่ง "ดูถูก" เขาด้วยไม่ใช่รึ ? หากเรามีมุมมองกับเขาอย่างผู้ที่ยอดเยี่ยม ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งความตั้งใจของเขาได้ เขาสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เราจะกระทำกับเขาแบบไหนล่ะ ? สงสารมันทำให้เขาเห็นว่าเขามีคนเห็นด้วยกับมุมมองของเขาที่ว่าตัวเขาเองไม่สามารถจะจัดการกับอะไรๆได้จึงเศร้าโศกเสียใจ...ในมุมมองของผมตอนนั้น "ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าหาญและยอดเยี่ยมที่สามารถยืนหยัด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าผู้ชายอาจจะต้องหาทางออกบางอย่างที่สุดเหลือจะทน" ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนย่อมต้องเจอสถานการณ์ที่จะทดสอบเราอยู่เสมอ และมันจะขยายตัวก้าวไปข้างหน้านั้นแหละคือเงื่อนไขของธรรมชาติ "หากคุณเห็นคนเดินถือหม้อต้มที่ร้อนและเขาร้องไห้ และให้เราเห็นถึงมือที่พองเป็นแผลจากความร้อนและคุณเข้าใจ เสียใจและเอามือไปจับไหล่ร้องไห้กับเขาและบอกเขาว่า ฉันเข้าใจเธอ ผมถามว่าเข้าใจได้ไงคุณยังไม่ได้รับรู้ถึงความร้อนที่ออกมาจากหม้อเลยคุณไม่จับหม้อนั้นด้วยซ้ำ" นี้แหละครับวิธีที่เราๆท่านๆทำกับความสงสารแต่เราไม่เชื่อว่าเขาจะเอาหม้อนั้นออกเองได้เราจึงแค่เข้าใจ ได้แต่เข้าใจครับ...ผมเชื่อมั่นว่า เธอจะอยู่กับมันได้และผ่านพ้นไปได้ด้วยตัวของเธอเอง สิ่งที่ผมทำคือการรับฟังและมีจุดยืนที่ว่าเธอจะจัดการกับมันเองและจัดการได้อย่างทรงพลัง ทำให้เธอเห็นบางอย่างจากที่ผมเห็นแต่ไม่แนะนำใดๆ เพราะเธอคือผู้ที่เข้าใจชีวิตเธอได้ดีที่สุด 

                "สิ่งที่มันจะแตกต่างไม่ใช้ให้เอามือไปช่วยเอาหม้อที่ร้อนออกจากมือเขา แต่จงให้เขาได้เห็นว่าเขากำลังถือมันเอง กำลังถือมันอยู่ และควรจะวางมันลงหากมันร้อนและทุกข์ทรมาน ไม่ใช้ถือมาให้เราดูและร้องไห้เสียใจให้เราเห็นแลเข้าใจ แต่ไม่มีอะไรแตกต่างในชีวิตเขาเลยกับสิ่งๆนั้นเลย"