วันนี้ก็ย่างเข้าวันที่สองของการปฏิบัติแล้ว ที่นี่จะมีสัญญาณปลุกสามอย่าง ครั้งแรกจะมีเสียระฆังตอนตีสี่ที่หน้าที่พัก ซักพักพระอาจารย์จะกดออด แล้วก็เปิดเสียงธรรมะ ถ้าได้ยินทั้งหมดนี้แล้วยังหลับอยู่ได้นี่เก่งเลยล่ะ เราตื่นตั้งแต่ก่อนตีสี่แล้ว เพราะว่าได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตู เพื่อนร่วมห้องของเราเค้าตื่นกันเช้ามาก อย่างวันนี้เราตื่นตอน 03.37 นาที ก็เห็นลุกกันไปเกือบหมดห้องแล้วเหลืออยู่สามคนเอง เราก็งงเพราะจำได้ว่าเมื่อคืนพระอาจารย์ท่านบอกว่าจะมีสัญญาณปลุกตอนตีสี่ แต่ด้วยความที่คนอื่นลุกแล้วเราก็เลยลุกตาม -''- หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ได้ยินเสียงระฆัง เสียงออด แล้วก็เสียงธรรมะ วันนี้พระอาจารย์ท่านเปิดเรื่อง "สมุฎฐานของโรคภัยไข้เจ็บ" เราก็นั่งฟังนั่งจดไปเรื่อย
...
สมุฎฐานของโรคภัยไข้เจ็บ
1. อกุศลกรรม ลักษณะคือ ป่วยบ่อย เป็นโรคที่รักษาไม่หาย พิการ
2. จิต สาเหตุคือ ฟุ้งซ่าน คิดมากในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป มีความคิดที่อิจฉาริษยา จิตขุ่นมัวคิดอกุศล สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วย หน้าตาไม่ผ่องใส
3. อุุตุ ความเย็นความร้อน
4. อาหาร เพราะกินอาหารไม่ถูกกับร่างกาย กินอาหารสกปรก กินไม่ครบห้าหมู่
เพราะฉะนั้น การที่เราพิจารณาอาการเจ็บป่วยของตนเองว่ามาจากสมุฎฐานใดก็จะทำให้สามารถแก้ไขโรคนั้นได้
...
ซักพักเริ่มหิว เราเป็นโรคกระเพาะหลังตื่นนอนใหม่ๆ เลยแสบท้องเพราะน้ำย่อยที่หลั่งออกมาตอนนอนต้องหาอะไรรองท้อง เราก็เดินไปที่โรงครัว ระหว่างทางก็สูดอากาศยามเช้า อากาศเย็นๆ เสียงแมลงร้องช่างไพเราะจริงๆ (ส่งจิตออกนอกแต่เช้าเลย) พอไปถึงก็นั่งกินน้ำปานะที่เค้าจัดไว้ให้ แล้วก็เตรียมตัวขึ้นห้องปฏิบัติฯ ตอนเกือบๆ ตีสี่ครึ่ง ระหว่างรอเพื่อนผู้ปฏิบัติฯ พระอาจารย์เปิดภาพตอนที่ท่านไปอบรมการปฏิบัติธรรมที่รีสอร์ทแห่งนึงบนเกาะสมุย ที่นี่สวยมากเลย มีเดินจงกรมบนชายหาดด้วย ท่านเล่าว่าก่อนหน้าที่จะมีการจัดอบรมที่นี่มีแต่แขกฝรั่งมาพัก แต่หลังจากการอบรมปฏิบัติธรรมแล้วแขกที่ไปพักก็เป็นคนไทยซะเยอะ แถมห้องที่เคยใช้ปฏิบัติก็มีคนจองเพื่อใช้งานอยู่ตลอดทั้งปี
พอสมาชิกครบพระอาจารย์ก็เปิดบริหารกาย บริหารจิต แบบโยคะ เส้าหลิน บู๊ตึ๊ง อันนี้เป็นการกำหนดอิริยาบถย่อย เราได้ยืดเส้นยืดสาย ได้ปรับการหายใจด้วย เพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ยืดหยุ่นเอาซะเลย ท่าที่ให้ก้มเอามือแตะพื้นก็แตะไม่ถึง มือเลยเข่ามาหน่อยเดียวเอง -''- มีอยู่ท่านึงที่เราชอบมาก็คือท่าศพอาสนะ ตอนท่านบรรยายก็จะบอกว่าให้ทำจิตให้ว่างๆ เรารู้สึกว่าตัวเองว่างจนแทบหลับเลย แล้วก็หลับแทบทุกวัน บางวันพระอาจารย์ให้พลิกตัวเตรียมลุกแล้วเพิ่งรู้ตัวก็มี ส่วนท่าเส้าหลิน บู๊ตึ๊งก็ทำคล้ายๆ กับที่เคยเห็นในหนังจีนเลย ความฝันที่เคยอยากเลียนแบบก็รู้แล้วว่าเค้าทำยังไง ^^
พอบริหารกายฯ เสร็จ พระอาจารย์ท่านก็เปิดเรื่องศีลและองค์ประกอบของศีลให้ดู เพิ่งรู้ว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง อย่างเช่น
ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตาฯ มีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่าง คือ
1. สิ่งที่โดนกระทำเป็นสิ่งมีชีวิต
2. เรารู้ว่าสิ่งนั้นมีชีวิต
3. เรามีจิตคิดที่จะฆ่า
4. เราพยายามที่จะฆ่า
5. กรรมนั่นสำเร็จ (สิ่งมีชีวิตนั้นตาย)
ต้องทำครบองค์ประกอบทั้ง 5 อย่างจึงจะเรียกว่าผิดศีลข้อที่ 1 หากว่าไม่ครบองค์ประกอบเรียกว่าศีลพร่อง ซึ่งศีลพร่องก็จะต้องได้รับกรรมเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้หนักเท่ากับทำครบองค์ประกอบ
ตัวอย่าง เราเดินเหยียบหอยทากตายโดยไม่ได้ตั้งใจ แบบนี้เรียกว่า"ศีลพร่อง" เพราะว่า เราไม่ได้มีจิตคิดจะฆ่า และเราไม่ได้พยายามที่จะฆ่า
พอฟังธรรมบรรยายเสร็จก็ได้เวลากินข้าวเช้า แม่ครัวที่นี่ทำอาหารอร่อยมากรสชาติจัดจ้านสมกับเป็นเมืองใต้ บางมื้อก็มีเนื้อสัตว์ บางมื้อก็เป็นมังสวิรัติ ทำให้เรากินได้เยอะ ปกติมาปฏิบัติธรรมจะผอมลงแต่คราวนี้ปกติมากเลย กินเสร็จก็ได้เวลาเดินย่อยอาหาร เราก็เดินไปหน้าหอปฏิบัติ เพิ่งรู้ว่าบรรยากาศตอนเช้ามันดีมากๆ พอถึงเวลาก็ขึ้นไปบนหอปฏิบัติฯ
จากที่พระอาจารย์สอนเดินจงกรมแบบพุทโธก็ได้เวลาใช้จริงแล้ว เช้านี้พระอาจารย์จะพาเดินจงกรมรอบศูนย์ ท่านพูดดักทางเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเดินเลยประมาณว่าอย่าสร้างวิมานกันมาก ให้กลับมาภาวนาด้วย เห็นน้ำตกเห็นอะไรก็อย่าไปคิดว่าควรจะสร้างศาลาพักผ่อนตรงนั้นตรงนี้.. ตอนเดินเราเลยพยายามเก็บสายตาไม่งั้นฟุ้งไปอย่างที่พระอาจารย์บอกแน่ๆ เลย วันแรกท่านยังให้เดินแบบใส่รองเท้าอยู่ ระหว่างทางก็มีมดเดินกันเยอะแยะ มีน้ำตก มีแดดอ่อนๆ เวลาเดินก็ต้องคอยหลบหลีกมดด้วย ก้อนหินก็เยอะ มีพวกกิ่งไม้อีก ท่านบอกว่าแต่ก่อนตรงนี้เป็นป่า หลังจากเดินไปประมาณชั่วโมงนึงก็กลับมาที่หอปฏิบัติฯ ท่านให้นั่งสมาธิต่อ เหงื่อออกมาเจอแอร์เย็นๆ เราเลยหลับทั้งบัลลังก์ซะงั้น (แย่จริง) เสร็จแล้วท่านก็เปิดวีดีโอที่มีแม่ชีศันสนีย์ท่านไปจูงจิตของผู้หญิงที่ชื่อบัวให้ดู แม่ชีท่านมีเมตตามากๆ เลย ดูแล้วก็ซึ้งน้ำตาปริ่มๆ ตั้งหลายรอบแน่ะ คุณบัวเป็นกรณีศึกษาที่ดีเลย เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้ว่าสมาธิมีพลังมากขนาดนี้
ข้อคิดจากคุณบัวก็คือ เราจะต้องหัดที่จะปล่อยวาง..ถ้าเราทิ้งได้เราก็จะได้ทั้งหมด..นิวรณ์แต่ละตัวแยกกันไม่ใช่ตัวเดียวกัน..ทุกสิ่งทุกอย่างให้คืนเค้าไปให้หมด
พอดูจบก็ได้เวลาอาหารกลางวันแสนอร่อย เราก็พยายามกินไปกำหนดไป ค่อยๆ กินทีละคำ แล้วก็นับว่าแต่ละคำเราเคี้ยวกี่ครั้ง เราทำอย่างนี้ทุกมื้อ แต่ก็มีบ้างที่เผลอๆ ไป ด้วยการทำอย่างนี้ทำให้รู้ว่าปกติเราเคี้ยวแค่ประมาณ 20 ครั้งต่อคำเอง แต่พอมากำหนดแล้วเห็นเลยว่าตัวเองเคี้ยวนานมากส่วนใหญ่จะมากกว่า 60 ครั้งต่อคำ มีบางคำเคี้ยวไป 100++ ครั้งก็มี พอนับอย่างนี้ก็เห็นเลยว่าตัวเองกินข้าวช้ามาก แต่ไม่มีผลอะไรเพราะเราไม่ได้ตักข้าวเยอะ เวลากินข้าวช้าแบบนี้มันจะกินได้นิดเดียวก็อิ่มแล้ว ร่างกายก็โอเคไม่ค่อยท้องอืด (มีแค่บางมื้อที่กินรสจัด) เราใช้เวลากินข้าวทั้งหมด รวมตักข้าวแล้วก็ประมาณ 40 นาทีนะ ปกติ 5-10 นาที ก็ยัดลงท้องหมดแล้ว
พอกินเสร็จก็ไปเดินจงกรมย่อยอาหาร เราก็ไปเดินเรื่อยๆ อากาศดีๆ แบบที่เราคงไม่สามารถเจอในกรุงเทพฯ ได้ ที่นี่จะมีบ่อน้ำอยู่หลายบ่อเลย อาจจะเป็นเพราะแบบนี้เลยทำให้อากาศดี ไม่ร้อนมาก ฝนก็ไม่ตกเลย ซักพักเราก็ไปอาบน้ำ แล้วก็ขึ้นไปห้องปฏิบัติฯ คราวนี้พระอาจารย์ท่านสรุปเรื่องคุณบัวให้ฟัง แล้วก็สอนเรื่องสมถกรรมฐาน แล้วก็ทำต่ออีก 1 บัลลังก์ เราง่วงตั้งแต่เดินจงกรมแล้ว พอมานั่งสมาธิยิ่งง่วงใหญ่ เข้าภวังค์ไปตั้งแต่พระอาจารย์ยังให้พิจารณาผ่อนคลายกายอยู่เลยอะมั้ง เราพยายามฝืนด้วยการไปมองที่เวทนา แต่เห็นเวทนาไม่ชัดเลย ทั้งๆ ที่พอเกิดเวทนาแล้วเราจะทรมานเอามากๆ เป็นอย่างงี้ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ ต่อมาไฟดับเราก็รู้สึกร้อนเลยลงไปพักข้างล่างกินนม แล้วก็เตรียมตัวฝึกบัลลังก์ต่อไป บัลลังก์นี้ก็เช่นเคยง่วงเหลือเกิน ตอนนั่งสมาธิก็เข้าภวังค์อีกแล้ว จนตอนหลังมีแมลงวันบินมาข้างหูเลยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ คราวนี้รู้ตัวชัดมาก พอรู้ตัวชัดจิตก็ดันไปเกาะเวทนาอีก ปวดขามากๆ เลย แต่ก็พยายามเป็นแค่ผู้รู้ไม่ใช่ผู้ปวด..
วันนี้เป็นวันแรกที่ถือศีลแปดแต่เราดันแสบท้องตั้งแต่ 5 โมงเย็นเลย ปกติเราจะแสบท้องตอนค่ำๆ หรือดึกๆ พอได้เวลากินน้ำปานะก็กินน้ำเต้าหู้ชงเข้าไป เหมือนคนชงไม่เป็นเลยตอนที่กินมันยังเป็นก้อนๆ ผงๆ อยู่เลยต้องเติมน้ำไปอีกรอบ พอได้เวลาก็ขึ้นห้องปฏิบัติอีกรอบ ตอนนี้ก็ทำวัตรเย็น มีสวดขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร ต่อด้วยสมาทานปิดวาจา แล้วพระอาจารย์ท่านก็สอนเรื่องมรรคมีองค์ 8, วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา, นิยามของสุขและทุกข์, นิยามของดีและชั่ว, นิยามของคำว่ามนุษย์, กุศลกรรมบท 10
และแล้วก็ได้ปิดวาจา เราแอบคิดในใจว่าจะรอดมั้ยเนี่ย (- -'') ห้ามคุยกับคนอื่นตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ แล้วสรุปพี่อ้อยก็ไม่ได้ไปดูคุณแม่ผ่าตัดแหละ เพราะคุณแม่เข้าใจแล้วก็รับรู้ว่าพี่อ้อยมีภาระกิจที่ต้องช่วยพระอาจารย์อยู่ แล้วพระอาจารย์ท่านก็บอกว่าการที่เราปฏิบัติอยู่ตรงนี้น่ะ บุญจะส่งไปยังคุณแม่ได้ดีกว่า เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีกัลยาณมิตรบางคนที่สมาธิแรง มาช่วยพี่อ้อยส่งบุญไปให้คุณแม่ ปกติแล้วแผลผ่าตัดจะแห้งช้าเพราะคุณแม่พี่เค้าอายุมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าคุณแม่แผลแห้งภายในสองวันซึ่งแปลกมากๆ
ยังมีเรื่องความมหัศจรรย์ของสมาธิอีกเยอะเลย ไว้ค่อยๆ เล่าแล้วกันเนอะ...TBC