. . . อย่าคิดว่าแค่การได้มานั่งฟังดนตรีหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลแล้วจะทำให้เกิดการสมานฉันท์ ฟังดนตรีแล้วคนไทยจะรักกัน . . .
ความตั้งใจที่ว่าจะไม่เลือกข้าง บางครั้งก็สร้างความลำบากใจให้ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่เราแคร์ เวลาได้ยินเขาใช้ถ้อยคำที่แสดงออกมาในเชิงเสียดสี ด่าทอต่อว่าผู้ที่เขาไม่พิศมัย บางครั้งฟังแล้วก็อดไม่ได้ ต้องพูดอะไรบางอย่างออกไป เพราะอยากให้เขาเพลาๆ ลงบ้าง ไม่อยากให้เขาจมอยู่ในวงจรแห่งความเกลียดชัง . . แต่หลายๆ ครั้งกลับกลายเป็นว่าเราถูกตราหน้าว่าเป็นคนละข้างกับเขา การที่เราตั้งใจว่าจะไม่เลือกข้าง แต่ก็ยังปล่อยวางไม่ได้ ยังชอบพูดแย้งอยู่บ่อยๆ ไปๆ มาๆ ก็เลยถูกมองว่าเป็นศัตรูกับทั้งสองข้างไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะเรารู้ว่าที่พูดที่ทักไปนั้นทำไปเพื่ออะไร ถ้าเราไม่เป็นห่วงเป็นใย เราก็คงจะไม่พูดทักท้วง (แย้ง) ไปเช่นนั้น
สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเป็นพวกใครพวกมันค่อนข้างมาก ถ้าคิดหรือชอบอะไรคล้ายๆ กัน เธอกับฉันก็พูดคุยกันได้ คนจำนวนมากมักมองพวกที่คิดต่างจากตัวว่าเป็นคนชั่วคนเลว เป็นพวกที่จะต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก นี่ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากหากต้องการ "เดินหน้าประเทศไทย" หรือ ต้องการให้คนไทยเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่าคิดว่าแค่การได้มานั่งฟังดนตรีหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลแล้วจะทำให้เกิดการสมานฉันท์ ฟังดนตรีแล้วคนไทยจะรักกัน ผมว่าตรงนั้นมันเป็นเพียงแค่รูปแบบ เป็นแค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ สิ่งที่จะช่วยเยียวยาได้นั้น ผมว่ามีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือคนไทยทุกคนต้องหันมา “รู้ตัว” ให้มากขึ้น ได้ยินได้ฟังคนที่เราไม่ถูกใจพูดหรือให้สัมภาษณ์อะไร ก็ให้หันกลับเข้ามาดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา "รู้ให้ทัน" ตัวเองว่ากำลังคิดกำลังรู้สึกอะไร หรือแม้แต่พลั้งปากพูดอะไรออกไป ก็ให้ "ไหวทัน" เห็นสิ่งได้ทำไปแล้วนั้น เพราะถึงจะรู้แต่ไม่ทันก็ยังดีกว่าที่ไม่รู้ตัวเลย
หากเราทุกคนต้องการจะเห็นประเทศไทยกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เราคงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่ เริ่มกันที่ภายในจิตใจของพวกเราทุกคน จะเอาวันพรุ่งนี้วันวาเลนไทน์เป็นจุดเริ่มก็ได้ ปวารนาให้เรามีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาพร้อมที่จะรักเพื่อนร่วมชาติของเราไม่ว่าเขาจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เราหาได้มีฝักมีฝ่ายตามที่หลายคนเข้าใจกันแต่อย่างใด ไม่มีใครเป็นไพร่ ไม่มีใครเป็นอำมาตย์ ไม่มีใครเป็นประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย ไม่มีพวกเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง อะไรทั้งนั้น มันเป็นเพียงสิ่งที่เราสมมติกันขึ้นมาทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่ทุกๆ ท่านเหมือนกันก็คือเราต้องกินอาหาร ต้องขับถ่าย ต้องแก่ชรา ต้องเจ็บ ต้องตาย ด้วยกันทุกคน แต่ด้วย "เหตุปัจจัย" บางอย่างทำให้เราต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน เราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ (ร่วมโลก)ที่มีชะตากรรมร่วมกัน แต่ละท่านมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแค่เพียงไม่กี่ (สิบ)ปี ก็ต้องจากโลกนี้กันไปทุกคน หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนี้เป็นสิ่งที่สั้นยิ่งนัก หากแม้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเรายังรักไม่ได้ ก็น่าเสียดายยิ่งนักที่ชาตินี้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สัตว์โลกที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ที่มีจิตใจสูง" !
ขอบคุณคะอาจารย์..การรู้ตัวเอง ไม่ให้ไฟแห่งความโกรธเกลียดเผาตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ
อย่าว่าแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างบ้านเมือง เรื่องย่อยๆ ใกล้ตัว ก็เช่นกัน
การเสียดสีด่าทอออกไป แทนที่ใจจะเบา กลับ ทำให้เสียใจภายหลัง
เพราะเสียเวลา ที่จะให้ตัวเองเดินหน้าต่อไป
บันทึกนี้ตรงใจมากครับ ผมคิดว่าตกที่นั่งเดียวกันกับอาจารย์ครับ
มีเรื่องตลกครับ สมมติว่าเรากำลังคุยกับ นาย A ซึ่งไม่ชอบฝั่ง X และชอบฝั่ง Y เขาก็จะพยายามบอกเราว่าฝั่ง X ไม่ดีอย่างไรและฝั่ง Y ดีอย่างไร ถ้าเราพยายามคุยถึงเหตุและผลว่าหัวข้อที่เขายกมานั้นจริงเท็จอย่างไร เขาจะหาว่าเราเป็นพวกฝั่ง Y ทันที แต่น่าหนักใจคือถ้าหัวข้อที่เขายกมามีเหตุผลและเราเสริมในมุมมองเพิ่มเติม เขาก็จะยังไม่พอใจหาว่าเราไม่ฟังให้ดี แสดงว่าเข้าข้างฝั่ง X สรุปว่าเหตุผลนั้นตีความไม่ได้ด้วยครับ ต้องเชื่อว่าถูกต้องอย่างเดียวเท่านั้นครับ
โดนใจจังเลย กับประโยคที่ว่า
"หาก ต้องการให้คนไทยเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่าคิดว่าแค่การได้มานั่งฟังดนตรีหน้าตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล แล้วจะทำให้เกิดการสมานฉันท์ ฟังดนตรีแล้วคนไทยจะรักกัน "
ขอบคุณค่ะ
อ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบก็ให้ "รู้ตัว" ไว้ จึงจะได้ประโยชน์ครับ
ชอบ (สัมมา) ครับ ท่านอาจารย์ ขออนุญาตเรียกเช่นนี้ เพราะเคยฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์ในหลักสูตร นบส. รู่นที่ 46 เมือปี 2548
สำหรับผมเป็นคนเลือกข้างแล้ว ก็คือ ผมเลือกข้างที่ถูกต้องเท่านั้น และจะขอยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด เพราะความถูกต้องเป็นเป้าหมายของสรรพสิ่ง และ "ธรรม" อันหมายถึง "ธรรมชาติ" "กฎของธรรมชาติ" การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ" และ "ผลการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ"
ถูกต้อง = ไม่ถูกต้อง, ไม่ถูกต้อง = ถูกต้อง, พูดให้งงเล่นๆ ครับ