ความจนจะทำให้คนสู้ชีวิต ความรวยจะคิดแต่เอากำไร
ร่ำรวยความจน ไม่มีวันมีทุกข์
ตั้งแต่เล็กเริ่มจำความได้ ผมโชคดีที่ไม่เคยได้ยินคำว่าจนและรวยจากปากของพ่อและแม่เลยแต่สักครั้ง
พอจบ ประถมสี่ คุณครูที่สอนประจำชั้น (คุณครูชื่น บัวคีรี) ก็แนะนำกับพ่อแม่ผมให้เรียนต่อในเมือง ครั้งแรกแม่ก็คัดค้าน ด้วยเหตุผลว่าไปเรียนในเมืองแล้วการไปมาจะลำบากเพราะการคมนาคมในตอนนั้นลำบากมาก แต่ด้วยความหวังดีของคุณครูก็แนะให้อยู่วัด พ่อกับแม่จึงเห็นด้วย
ผมก็เลยถูกส่งไปอยู่วัดกับหลวงพ่อในเมือง(วัดศรีสว่างวงศ์ หรือวัดเกาะเสือ) การกินอยู่ผมดีขึ้น อาหารแปลกใหม่ไม่เหมือนที่ที่เคยกินที่บ้าน และสามารถเลือกกินสิ่งที่ชอบได้หลากหลายไม่ต้องจ่ายเงิน
ตอนเช้าก็เดินเท้าไปเรียนหนังสือประมาณ 3 กิโลเมตร ไปกลับวันละ 6 กิโลเมตร กลับมาถึงวัดตอนเย็นรีบ ทานเข้า จะได้ไปช่วยงานวัด การเรียนหนังสือที่วัด ถูกกำหนดให้เวลา 19.00 น- 20.00น. ทุกคนต้องไปเรียนที่กุฏิหลวงพ่อ โดยใช้แสงสว่างด้วยตะเกียงเจ้าพายุเพียงดวงเดียว และบ่อยครั้ง หลวงพ่อสอนให้ตั้งใจเรียนหนังสือ ตั้งใจให้ฝึกไหว้พระสวดมนต์ ตั้งใจทำความดี มีกตัญญู สู้กับความไม่รู้ให้ทะลุสู่การมีปัญญา
หลวงพ่อไม่เคยสอนเรื่อง ความรวย ความจน
พอเรียนได้มัธยมปีที่สาม(ม.3) แม่ก็มาด่วนจากไป ผมทราบข่าวก็กราบลาหลวงพ่อจะกลับไปช่วยทำนากับพ่อเพราะพ่อไม่มีอาชีพ ไม่มีกำลังเงินที่จะสนับสนุนให้ผมเรียนได้ หลวงพ่อบอกให้ผมเงยหน้าขึ้น และหลวงพ่อก็สาธยาย
คนที่เรียนหนังสือ ถือความดี สามารถมีความคิดหาวิธีที่จะเรียนได้ สำหรับ ค่าใช้จ่ายมื้อกลางวันให้วิธีเอาเอง แต่ค่าเล่าเรียน เสื้อผ้า กางเกง หนังสือ สมุด หลวงพ่อจจะช่วยเหลือเอง
ตอนนั้นผมอายุ 15 ปีกว่า การตัดสินใจก็ยังไม่รอบคอบ แต่ก็กราบเท้าหลวงพ่อ เดินไปทำช่วยงานการผสมปูน ขนปูน รวมกับพระและเด็กวัดคนอื่น ๆ ตามที่ต้องทำเป็นประจำหลังจากกลับมาจากโรงเรียน
โชคดี เพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ สมเจตต์ เปรื่องเปรมจิต(ถึงแก่กรรม)และขนบ บุญทัศโร ได้ชวนให้ไปพับหนังสือพิมพ์ คือหนังสือพิมพ์ไทยทักษิณ (ปัจุบันปิดกิจการ)แถวถนนรัถการหาดใหญ่ ยืนพับบางคืนเริ่ม 3 ทุ่ม ถึงรุ่งสางกลับไปวัดอาบน้ำไปโรงเรียนทันที กลางวันตั้งใจเรียนตลอดวันไม่มีหลับในห้องเรียนแม้แต่สักครั้งเดียว
ผมเรียนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3(มศ.3) แล้วหยุดเรียนหนึ่งปี แต่คิดว่ายังไม่ทะลุสู่ปัญญาที่หลวงพ่อวางโจทย์ไว้ จึงไปเรียนต่อ ที่สงขลา ไปกลับทุกวัน ประมาณ 60 กิโลเมตรโดยรถไฟ ไปเรียนต่อ มัธยมศึกษาปีที่ 4และ 5(มศ.4 -มศ.5) หลักสูตร เขา 2 ปี แต่ผมเรียน 4 ปี 2 ปีต่อ 1ชั้น สอบไม่ผ่านที่จะเลื่อนชั้นได้ สอบตกไงละครับ 4 ปีที่ผมเรียน ผมใช้ชุดนักเรียนชุดเดียว หลวงพ่อบอกว่า การแต่งกายอย่าอายใคร สอบตกก็อย่าอายใคร ขอให้ได้ปัญญาไว้เลี้ยงชีวิตเป็นพอ
ผมจบมัธศึกษาปีที่ 5 (มศ.5) ก็เข้าเรียนครูประกาศนียบัตรประโยคครูประถม(ปป.) หลักสูตร 1 ปี เรียนจบ สอบบรรจุเป็นครูได้ ในปีถัดมา
ผมไม่คุ้นเคยกับความจนแม้แต่น้อย เพราะผมไม่เคยถูกสอนให้ต่อสู้กับความจน หลวงพ่อสอนให้ต่อสู้กับความไม่รู้ให้ทะลุสู่ความรู้ สู่การมีปัญญา ไม่ทะลุท่าน ก็ไม่ดุไม่ว่า ให้สู้ใหม่ ค่าใช้จ่ายคือความตั้งใจ
ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่าน
อันหมายถึง
ท่านความจน กับ ท่านความรวย
จึงไม่คุ้นเคยกับผมตลอดมา
ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับผู้ทรงเกียรติสองท่านที่กล่าวถึง
เราก็จะมีความสุข
ชีวิตนักเรียนวัด กับชีวิตนักเรียนปอเนาะ คล้ายกันน่ะท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะ
...ได้รับการปลูกฝังในเรื่องการเรียนเป็นอันดับหนึ่ง...ความสามัคคีรักใคร่กันในพี่น้อง...ความซื่อสัตย์สุจริต...การเอื้อเฟื้อมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นแต่ตัวเองต้องไม่เดือดร้อน...ความรับผิดชอบในหน้าที่...ความขยันอดทน...รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์...ฯลฯ และต้องรู้จักพึ่งตนเอง...พอใจภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่...จึงไม่รู้จักว่าความจน หรือ ความรวย เช่นกันค่ะ...แต่แปลกที่ความกตัญญูรักพ่อแม่และรู้จักบุญคุณคน...พ่อแม่ไม่เคยสอน...แต่เกิดขึ้นเองนะคะ...
เป็นนักเรียนวัดเหมือนกันค่ะ
และมีเพื่อนเป็นลูกศิษย์วัด
เสียดายที่เดี๋ยวนี้วัดในเมืองหลายแห่งไม่มีลูกศิษย์วัดเลย
สมัยก่อนพ่อแม่จะส่งลูกไปเป็นเด็กวัดซึ่งมีทั้งลูกคนจนลูกคนรวย
เพราะหวังให้ลูกๆ ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระท่าน
ระยะหลังมานี้ พ่อแม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชา แล้วก็ถูกฝังหัว ให้เรียนสาขาที่ดี(หาเงินได้มากๆ) เด็กจึงไม่ได้ถูกสอนเรื่องคุณธรรมค่ะ
สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมอ่านครับ
การติดตามอ่านถือเป็นภารกิจทุกวันของผม
แต่ที่น่าเสียดาย ท่านเดิม ๆที่เคยไปเยี่ยมอ่าน
กลับว่างเว้นไปจากบันทึก
ก็เลยเยี่ยมอ่านไปเรื่อย ๆ พบบันทึกที่พึงพอใจ
ก็ลงบันทึกแสดงความเห็นไว้
ว่าได้อ่านแล้วและลงบันทึกหลักฐาน
จะได้กลับมาอ่านอีก
บันทึกความเห็นของทุกท่านก็เช่นกัน
ถือเป็นการให้เกียรติเจ้าของบันทึกเป็นอย่างสูง
ที่ได้บันทึกความเห็นไว้
จึงขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ฝากความ"ไม่"..คิดถึง...ไปยังสองท่าน..ความไม่รวยและไม่จน..ด้วยเจ้าค่ะ..ไม่คิดถึงสองท่าน ..มีเวลาเหลือเยอะเลยเจ้าค่ะ..อ้ะๆๆๆ..ยายธี...
เป็นนักเรียนโรงเรียนเหมือนกันค่ะ
เคยได้ข้าวก้นบาตรประทังความหิวในวัยเยาว์
เคยไปช่วยกวาดลานวัด
ความทรงจำในวัยเยาว์..ไม่เคยเลือนหายไป
สวัสดีครับ
ผมโชคดีแท้ๆ ที่ได้เข้ามาอ่านบล็อกของท่าน มีข้อคิดดีๆ และท่านยังสละเวลาช่วยสังคมมากมายอย่างน่าทึ่ง
ขอบคุณครับ
ขอคารวะท่านด้วยดอกไม้งามๆ
สวัสดี วันแห่งความรัก ครับ
แวะมาอ่านชีวิต เคยเป็นเด็กวัดสมัยเรียน ม.1 - ม.6 ระยะทางไปโรงเรียนใกล้เคียงกันครับ
"หลวงพ่อสอนให้ต่อสู้กับความไม่รู้ให้ทะลุสู่ความรู้ สู่การมีปัญญา" ชอบคำกล่าวของหลวงพ่อจัง
โชคดี ครับผม