หลักการไม่จนไม่รวย

  

 

http://www.nature-dhrama.com

ไม่จน ไม่รวย

    หลายคนคงจะสงสัย ตั้งคำถามในใจทันทีว่า ไม่รวยไม่จนเป็นไปได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงไม่รวยไม่จน หรือคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในสภาพสังคมปัจจุบัน เราพบว่าสังคมถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มคนรวย และกลุ่มคนจน จึงคิดค้านอยู่ในใจว่า ไม่มีรวย ไม่มีจนเป็นไปไม่ได้

    สังคมถูกฝังหัว ถูกปลุกปั่นให้มีการแข่งขันในเชิงธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ต่างมองเรื่องการผลิต การจำหน่าย การบริโภคใช้สอย ปัญหาการหาตลาด ปัญหาหารลงทุนปัญหารายได้ของประชาชาติ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราคิดหารายได้ จึงมุ่งกำไรเป็นตัวสำคัญ สิ่งที่ตามมาคู่กันคือขาดทุน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

     การคิดหาลู่ทางในการแข่งขันในเรื่องการค้าไม่ได้หยุดนิ่ง มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาเพื่อสนองความต้องการอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างสิ่งของเล็ก ๆ อย่างไม้จิ้มฟันเดิมทีผู้ผลิตบรรจุในกล่อง ในตลับ เมื่อการแข่งขันเกิดขึ้น เพื่อมุ่งจะแย่งตลาด ไม้จิ้มฟันถูกบรรจุในซองกระดาษสวยงาม ซองละหนึ่งอันสำหรับร้านอาหารที่คิดค่าบริการแพง ที่กลุ่มนิยมการรับประทานเรียกว่าร้านมีระดับ นี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ยกให้เห็นเพียงหนึ่งอย่าง ยังมีเรื่อง อื่น ๆ อีกมากมายที่แข่งขันกันแบบนี้ และมากกว่านี้ ถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ตอบว่ามีจำเป็น เพราะเมื่อมีการแข่งขัน ต้องมีการเอาชนะ จึงทำให้เกิดความจำเป็น เกิดความต้องกา หากไม่มีการแข่งขันความจำเป็น ความต้องการเหล่านี้จึงไม่เกิดขึ้น

     หากไม่มีการแข่งขันผลิตภัณฑ์ไม้จิ้มฟันก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะเรื่องแค่นี้แต่ละคนรับผิดชอบเองก็ได้ ไม่ต้องตั้งโรงงานให้เกิดมลพิษ ไม่ต้องเอาคนไปใช้แรงงาน บางทีแรงงานประเภทนี้ถูกกดค่าจ้างซึ่งมีข่าวอยู่เสมอ (ทาสนายทุน)

     เราหยุดกิจการด้านธุรกิจ หยุดการแข่งขัน หยุดเรื่องการเงิน เราก็จะไม่มีจน ไม่มีรวย คงจะมีคำถามตามมาอีกว่าหยุดกันอย่างนี้แล้วจะทำกินกันอย่างไร จะเอาอะไรกิน คำตอบคือ หลัก "ธรรมชาติธรรม"

     การมีกิน และการอยู่อย่างมีสุขของ "ธรรมชาติธรรม" ในหลักเก้าซึ่งกล่าวไว้ในเรื่อง "มนุษย์ต้องดำรงชีพอย่างนี้" นำมาบอกซ้ำอีกครั้ง

     1. เราศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องต้องใช้เนื้อที่ปริมาณเท่าไรสำหรับปลูกพืชพันธุ์เพื่อผลิตอาหาร แก่กลุ่มชุมชนขนาดนั้น ขนาดนี้ที่จัดไว้ รวมทั้งระบบน้ำที่นำมาใช้ในการเกษตร

     2. เรามาศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องอาหารที่รับประทาน ประเภท ชนิดของอาหารที่มีคุณค่าด้านโภชนาการมากน้อยเพียงใด ปริมาณที่ต้องการ ตามเพศ ตามวัย อาหารในรูปแบบใด เพิ่มผลผลิตอย่างไร ฯลฯ

     3. เรามาศึกษา ค้นคว้า วิจัยว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีใด ใช้เครื่องมือชนิดใดบ้าง ความแตกต่างของเพศ วัย เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ฯลฯ

     4. เรามาศึกษาค้นคว้า วิจัยเรื่องนันทนาการที่ก่อให้เกิดความสุนทรีย์ต่อด้านจิตใจมากที่สุด เรามีงานศิลปะแขนงใดบ้างเพื่อการอยู่ร่วมที่มีสุข เช่น ร่ายรำ ละคร วาด ปั้น เพลง ฯลฯ

       5. เรามาศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องยารักษาโรค สิ่งของเครื่องใช้ สบู่ ผงซักฟอก เสื้อผ้า ฯลฯ จะจัดหาโดยวิธีใด ใช้อะไรเป็นวัตถุดิบเพื่อให้เกิดคุณภาพสูงสุด และเลี่ยงใช้สารเคมีให้มากที่สุด ฯลฯ

      6. เราศึกษา ค้นคว้า วิจัย เรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยว่าควรใช้วัสดุอะไร รูปแบบ
ด้านสุขาภิบาล ฯลฯ

     7. ด้านศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ควรบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

     8. เรามาศึกษาว่ารัฐบาลของเราจะบริหารวิธีใดให้สอดคล้องกับการอยู่ร่วมของคนในสังคมแบบ "ธรรมชาติธรรม"

     9. อื่น ๆ ที่เราจะต้องศึกษา วิจัยเพื่อการอยู่ร่วมอย่างมีคุณภาพ มีความสันติสุข
ทียั่งยืนในรูปแบบสังคม "ธรรมชาติธรรม"

     ในเก้าข้อนี้กลุ่มชุมชนที่อยู่ร่วมกันไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องในเรื่องการแข่งขันด้านธุรกิจ ไม่ต้องหาเงินหาทอง แต่ทุกคนมีกินอย่างสมบูรณ์ และกินอย่างปลอดสารพิษ เพราะเรามีการค้นคว้า วิจัย ในเรื่องงานทั้งเก้างาน เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพของชีวิต

     หลักการสำคัญในการอยู่ร่วมที่ยึดหลักเก้าข้อ คือการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความเหมาะสม โดยใช้หลักการ หรือเลียนแบบการอยู่ร่วมของสัตว์สังคม เช่น ปลวก ผึ้ง ตัวต่อ ที่รู้จักแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว ต่างตัวต่างทำหน้าที่ของตนเอง ต่างตัวต่างรับผิดชอบ คิดว่าสัตว์สังคมที่มีมันสมองอย่างมนุษย์บริหารเรื่องนี้ได้ดีกว่าสัตว์หลายเท่า เพื่อให้เข้าใจ และเห็นแนวทางแจ่มชัดขึ้นขอเสนอแนวคิดเรื่องนี้ไว้พอสังเขปดังนี้
(ขอกล่าวให้พิสดารโดยเฉพาะอีกครั้ง)

     หลักหารบริหาร แบ่งเป็นสี่ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร แยกเป็นสองส่วน คือส่วนกลาง และฝ่ายบริหารของกลุ่มชุมชน ฝ่ายที่สองคือฝ่ายวิชาการ ฝ่ายที่สามคือฝ่ายผลิต และสนับสนุน และฝ่ายที่สี่คือฝ่ายภาระงาน งานทั้งสี่ฝ่ายมีการผลัดเปลี่ยนตามความเหมาะสม โดยการคัดเลือกตัวแทนตามแนวของ "ธรรมชาติธรรม" (เรื่องการคัดเลือกตัวแทนจะกล่าวโดยละเอียดเฉพาะเรื่อง)

     ฝ่ายบริหารส่วนกลางทำหน้าที่เหมือนรัฐบาล ควบคุมดูแลกลุ่มชุมชนทั่วประเทศ ประสานงานกับฝ่ายบริการของกลุ่มชุมชน โดยบริหารในเก้าหัวข้อหลัก ซึ่งในแต่ละเรื่องประกอบด้วย ฝ่ายบริหารจัดการ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายผลิต และสนับสนุน

     ฝ่ายบริหารส่วนกลางมีภารกิจดำเนินการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความต้องการวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ฝ่ายผลิตไม่สามารถดำเนินการได้ โดยใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าจะนำกล่าวละเอียดเฉพาะเรื่องอีกครั้ง)

     นอกจากนี้ฝ่ายบริหารกลาง มีภาระการบริการสนับสนุนกลุ่มชุมชน รวบรวมปัญหา ประเมินผลงานการดำเนินงานของกลุ่มชุมชน และประสานงานกับฝ่ายวิชาการ ฝ่ายผลิต และสนับสนุนของกลุ่มชุมชน

     ฝ่ายวิชาการจัดเป็นทีมงานโดยแยกเป็นเก้าทีม ส่วนกลางเก้าทีม ส่วนกลุ่มชุมชนชุมชนละเก้าทีม คอยกำกับดูแลค้นคว้าวิจัย หากมีสิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์ เครื่องจักร ฯลฯ ก็ส่งให้ฝ่ายผลิต และสนับสนุนต่อไป

      สำหรับฝ่ายผลิต และสนับสนุนรับงานจากฝ่ายวิชาการ โดยประสานงานกับฝ่ายบริหารจัดการ ฝ่ายผลิตส่วนกลางไม่มี มีเฉพาะฝ่ายผลิตกลุ่มชุมชน

      ส่วนฝ่ายภาระงานก็มีเฉพาะกลุ่มชุมชน ภาระงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการผลิตอาหาร ทำไร ทำนา ทำสวน งานอื่น ๆ เช่นสร้างที่พักอาศัย การชลประทาน ฯลฯ มีน้อยเพราะอาจจะมีเป็นครั้งคราว

      ที่กล่าวมาในเรื่องของการบริหารจัดการโดยสังเขป จะเห็นว่างานทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย เพราะไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน แบ่งงานกันทำตามหน้าที่เพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีความสุขที่แท้จริง หลักการของธรรมชาติธรรม เราไม่ได้อยู่เพื่อรวย เพื่อจน อยู่เพื่อดำรงชีพอย่างมีความสุข และเป็นความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่เป็นธรรมดา เป็นความสุขที่เป็นธรรมชาติ

      สรุปเป็นแนวกว้าง ๆ จากโครงสร้างทั้ง 9 ข้อ ได้ดังนี้

     1. ฝ่ายจัดหาอาหาร นำหาให้ที่ได้แจกจ่ายให้ทุกฝ่ายได้รับประทานอย่างทั่วถึง
     2. ฝ่ายวิชาการทุกกลุ่มงานทำหน้าที่เฉพาะงานของตนในแต่ละกลุ่ม
     3. ฝ่ายผลิต และสนับสนุนจัดหาในแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ในภาระงานของตนเอง
     4. ฝ่ายบริหารจัดการ ซึ่งมีส่วนกลาง และส่วนกลุ่มชุมชน บริหารจัดการประสานงานทุกฝ่าย รวมทั้งระหว่างประเทศอย่างมีระบบ
     5. โรงเรียน เมื่อมีภาระงานตามที่กำหนดใน 9 ข้อ จำเป็นต้องมีนักเรียนนักศึกษาที่มีความรู้เฉพาะด้าน  เพื่อให้งานพัฒนาเจริญก้าวทันสภาพการเปลี่ยนแปลงของชุมชน