ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
... จากบ้านจากพี่จากน้อง มาเป็นลูกม่อนแสงดาว
จากมาไกลตั้งใจเรียนรู้ ให้พ่อแม่ดูว่าลูกนั้นเป็นคนดี คุณครูท่านสอนให้ลูกนั้นมีศักดิ์ศรี
ลูกสาวของแม่คนนี้ คือคนที่ครูภูมิใจ
...โอนี่คือดอยม่อนแสงดาว สดใสสกาว
พร่างพราวในคืนมืดมน แสงดาวคืนนี้ช่วยชี้ให้ใครสักคน
มาช่วยคนจนร่วมหนทางบนม่อนแสงดาว
เสียงร้องที่ชัดเจนในถ้อยคำเกือบทุกอักขระของเด็กหญิงแห่งม่อนแสงดาวประมาณยี่สิบคน ผสานกับเสียงกีตาร์ใสๆ ที่คอยกำกับจังหวะ สะกดให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกลางป่าแห่งนั้นเงียบกริบ ทั้งๆ ที่ไม่มีเทคโนโลยีและเครื่องขยายเสียงใดๆ มาเป็นตัวช่วย แต่มันก็กังวานไปถึงหัวใจและก้องดังไปทั้งป่ากว้าง
“พระครูปลัดอานนท์” พระป่าหนุ่ม ผู้เป็นศูนย์รวมใจของพวกเราทุกคน ณ ที่นั้น นั่งนิ่งฟังเพลงของเด็กๆ อย่างเงียบๆ มีรอยยิ้มฉาบฉายอยู่เพียงบางๆ จนแทบไม่เป็นที่สังเกต แววตาเท่านั้นที่เห็นชัดว่าเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ฉันคิดว่าท่านพระครูคงรู้ว่า ด้วยกรรมใด ในชาติภพใดที่ผูกพันท่านไว้กับดินแดนอารยธรรมล้านนาแห่งนี้ อันเป็นเหตุให้ต้องมาแสดงธรรม “โปรด” ผู้ยากไร้บนเขาบนดอยอยู่บ่อยครั้ง แม้เมื่อตอนออกธุดงค์แสวงธรรมในป่าเป็นเวลากว่าสิบปี ท่านก็ใช้เวลาอยู่กับดินแดนแถบนี้นานที่สุด และเมื่อกลับออกจากป่าไปตั้งวัดเป็นหลักแหล่งให้บรรดาศรัทธาสาธุชนได้มีที่พึ่งทางใจแล้ว ก็ยังไม่วายหาโอกาสธรรมยาตรา ส่ง “น้ำใจ” จากชาวบ้านและจากวัดป่า มาสู่ชาวดอยแทบทุกปี
สำหรับการมาเยือนม่อนแสงดาวในคราวนี้ นับเป็นครั้งแรกของทุกคน ซึ่งกว่าจะรวมตัวและลงตัวกันได้ก็ใช้เวลาในการบริหารจัดการอยู่นาน ความดีความชอบทั้งในการจัดการเวลาและการสร้างสะพานบุญที่ทอดยาวจากปทุมธานีไปถึงเชียงใหม่และเชียงรายนั้น ทุกคนต่างพร้อมใจกันยกนิ้วให้กับ “น้องปอม” หรือ “กะปอม” เด็กหนุ่มที่คอยอุปัฏฐากดูแลท่านพระครูอย่างใกล้ชิด
สำหรับฉัน ด้วยภาระงานที่ไม่เป็นใจนัก วันว่างที่พอจะซ้อนทับกับการเดินทางสะสมบุญบารมีของชาวคณะวัดป่าจึงมีเพียงสองวันกับหนึ่งคืน แต่นั่นก็เป็นคืนวันที่ฉันจะไม่ยอมพลาดโดยเด็ดขาด เพราะรู้ว่าแม้มันจะผ่านไปนานเท่าใด วันคืนเหล่านั้นก็จะยังงดงามเสมอ เหมือนกับบทเพลงที่ติดอยู่ในความรู้สึก
... วันและคืนเหล่านั้นจะยังงดงาม ไม่เคยเปลี่ยนไป
ยังคงเป็นดังเหมือนกับเมื่อวาน อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ
...นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน... เพราะเธอ...
ดังนั้นคณะผู้ร่วมบุญของวัดป่าชุดแรก ซึ่งนำโดยพระจากวัดรูปหนึ่ง พร้อมกับกะปอม และคฤหัสถ์อีกสิบกว่าคน จึงเดินทางล่วงหน้าไปอมก๋อยก่อน เพื่อนำข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องอุปโภคบริโภคไปให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนหลายแห่งบนดอยที่ท่านพระครูปลัดอานนท์เคยมาปักกลดและร่วมพัฒนา ตราบเมื่อลงจากดอยแล้วจึงเดินทางต่อไปยัง “ม่อนแสงดาว” เชียงราย เพื่อมาสมทบกับท่านพระครูและชาวคณะกลุ่มเล็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่บินตรงมาจากกรุงเทพฯ
และแน่นอนว่าในกลุ่มนี้ มีฉันซึ่งเป็นลูกศิษย์ชั้น “ปลายแถว” รวมอยู่ด้วย
เช้าวันนั้นที่กรุงเทพฯ .. ฉันหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นมาดูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเที่ยวบินใด อันจะได้คำนวณเวลาการเดินทางให้ถูกต้องอย่างไม่ต้องร้อนรน ในใจนึกกังวลอยู่ลึกๆ ว่าท่านพระครูจะมาทันเวลาหรือไม่ เนื่องจากเย็นวันนั้นท่านติดกิจนิมนต์ต้องไปแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์ค่ายธรรมะยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
เช้าวันเดียวกันที่ปทุมธานี .. หน้าพระพุทธรูปในกุฏิเล็กๆ ที่มีเพียงเครื่องนอนเรียบง่ายไม่กี่ชิ้น ท่านพระครูปลัดอานนท์นั่งนิ่ง ดำดิ่งอยู่ในสมาธิ อันเป็นวัตรปฏิบัติที่ดำเนินติดต่อกันมาหลายสิบปี
ภาพในนิมิตปรากฏขึ้น ขบวนรถวิ่งลงมาจากภูสูง เป็นแนวยาว ทุกคันล้วนคุ้นตา สองข้างทางของถนนแคบๆ เป็นเหวลึก มีเพียงต้นไม้เรียงรายเป็นระยะห่างๆ คล้าย “ราวบันได” หรือ “ราวถนน” พอให้คนขับที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางได้อุ่นใจบ้าง รถกระบะคันหนึ่งวิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วขึ้นไปตามแนวโค้ง อาจจะด้วยความไม่เคยชินกับถนนและด้วยความตกใจ หนึ่งในขบวนรถที่กำลังไต่เขาลงมาจึงหักหลบและเหยียบห้ามล้ออย่างชิดกระชั้น รถสูญเสียการทรงตัวอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางความตกใจของทุกคนบนรถคันนั้น และท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคนบนรถคันหลังที่เห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน
ในนิมิตนั้น พระป่าหนุ่มเอื้อมมือออกไปหยุดและประคองรถไว้ ... แล้วรถก็หยุด หยุดหมิ่นๆ อยู่ข้างขอบเหวนั้นเอง แม้ว่ามันจะไม่ได้ชนกับอะไรและไม่มีความเสียหายใดๆ แต่ทุกคนที่ก้าวลงมาจากรถ มีอาการเดียวกันคือ ขาสั่นและปากสั่น พวกเขารู้ได้ในทันทีว่า หลวงพ่อของพวกเขามาช่วยไว้ ทุกคนยกมือท่วมหัว เอ่ยสาธุการอย่างสำนึกในความกตัญญูรู้คุณ
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำเอาท่านพระครูปวดหลังไปอีกหลายวัน เมื่อใครถามว่าไปทำอะไรมาจึงปวดหลัง ท่านก็ตอบด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก