ชีวิตคู่

ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเริ่มต้นวันนี้และทำให้เกิดตอนจบใหม่ได้” คำกล่าวของ มาเรีย โรบินสัน
ระหว่างงานสุดสัปดาห์เผชิญชีวิตคู่ครั้งหนึ่งที่เรา จัดขึ้น หนึ่งในผู้มาร่วมงานพูดขึ้นว่า “ก่อนที่จะมาร่วมงานสุดสัปดาห์นี้ ฉันมักจะยุ่งอยู่กับการดูแลคนรอบตัว ทั้งลูกๆและคนอื่นๆ ที่คิดว่าต้องดูแลเอาใจใส่อย่างมากอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ฉันพบว่าฉันจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองโดย การให้เวลาและเอาใจใส่สามีของฉันให้มากขึ้น จากที่ฉันปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปมากกับการละเลยตัวเขาและความต้องการของเขา แล้วเราจะโต้เถียงกันน้อยลงและเขาจะมีความพึงพอใจในตัวฉันมากขึ้นด้วย
สุภาพสตรีท่านนี้ได้จับประเด็นสำคัญและสรุป เคล็ดลับของชีวิตได้อย่างชัดเจนว่าเธอต้องเปลี่ยนตัวเองแทนที่จะมัวไปอยากเปลี่ยนแปลงผู้อื่น
เมื่อผมเริ่มต้นชีวิตคู่ ผมคิดว่าภรรยาของผมจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่เธอจะทำสิ่งต่างๆ เหมือนที่แม่ของผมเคยทำมากขึ้น แต่แล้วต่อมาผมค้นพบว่าความปรารถนาที่จะให้เธอเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ผมต้องสอนตัวเองว่าผมเองต่างหากที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและภรรยาของผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเธอก็ต่อเมื่อเธอเลือกที่จะทำอย่างนั้นไม่ใช่ด้วยการถูกบังคับ
เมื่อคุณได้ผ่านการใช้ชีวิตคู่มาแล้วหลายๆ ปี คุณอาจสังเกตว่าเวลาและการใช้ชีวิตกับคู่สมรสของคุณอย่าง ปล่อยตัวตามสบายเมื่อเวลาผ่านไปสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ และบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยคุณไม่ตระหนัก ด้วยซ้ำ
ชีวิตสมรสบางด้านที่คุณอาจมองเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะในด้านดีหรือไม่ดีเมื่อเวลา ผ่านไป รวมถึง:
* ความต้องการ และความสัมพันธ์ทางเพศ
* ประเด็นเรื่องเวลา
* ระดับการสื่อสาร
* คืนนัดใช้เวลาด้วยกัน
* ความรับผิดชอบต่างๆ
* ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกัน
* ความมากน้อยของการหัวเราะเล่นหัว
* ความหวัง ความฝัน และการคาดหวัง ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
* สุขภาพ
* มุมมองต่อการอุทิศตนแก่กัน
* สำนึกการได้รับการยอมรับ
* สถานการณ์และเป้าหมายทางการเงิน
* ความเคารพซึ่งกันและกัน
* วิธีการที่คุณรับมือกับความขัดแย้ง
คุณเคยสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในชีวิตสมรสของคุณหรือเปล่า? คุณจัดการกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร? เรื่องมักลงเอยด้วยการโต้เถียงหรือทะเลาะใช่หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณอยากมองเห็นการเปลี่ยน แปลงอย่างแท้จริงในความสัมพันธ์ของคุณ คุณจะต้องสื่อสารกับคู่สมรสของคุณ
บ่อยครั้งที่เราอาจโหยหาการเปลี่ยนแปลงเพราะ เราเริ่มสังเกตเห็นแบบแผนที่ไม่ดีหรือที่ทำลายชีวิตสมรส อาจเป็นความเหินห่างหรือความคิดว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาในความสัมพันธ์ บางครั้งบุคคลที่สามอาจเป็นพ่อ แม่ หรือวงศาคณาญาติของคู่สมรสที่เข้ามามีบทบาทมากเกินไป บางครั้งบุคคลที่สามอาจเป็นบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ ทางอารมณ์หรือทางเพศแทนคู่สมรส
เหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตคู่ของเราก็คือเมื่อความสัมพันธ์เริ่มดูน่าเบื่อหน่าย ไม่มีการชำเลืองมองกันอย่างที่เคยมีสมัยแรกรัก ฝ่ายหญิงมักอยากพูดคุยเรื่องเหล่านี้ ในขณะที่ฝ่ายชายหลายคนกลับรู้สึกอึดอัดที่จะพูดคุย เนื่องจากฝ่ายชายมักรู้สึกล้มเหลว เมื่อสิ่งต่างๆ ไปได้ไม่ดี ความล้มเหลวนำไปสู่ความรู้สึก เสียหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายหลายๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาเลยปิดปากเงียบและรอจนกว่าภรรยาของเขาจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง
โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราโน้มเอียงที่จะคิดว่า คนอื่นเป็นต้นเหตุของปัญหา ด้วยเหตุนี้ต้องโทษคนอื่นและต้องขอให้เขาเปลี่ยนแปลง
แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้นั้น ทั้ง สองฝ่ายต้องรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในสภาวการณ์ชีวิต (เช่น การ เจ็บป่วยกะทันหัน หรือฝ่ายหนึ่งตัดสินใจแยกทางเมื่อไม่ เกิดการเปลี่ยนแปลง) สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรได้
แต่การกระทำประเภทเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน 3 วันแล้วก็กลับมาอีกนั้นจะไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ผลสืบเนื่องจะต้องเป็นจริงได้และต้องเอาจริง
คำแนะนำของผมในการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในความสัมพันธ์ของคุณคือเริ่มจัดการประเด็นต่างๆ หากคุณเป็นฝ่ายชาย ก็ถือว่าคุณกล้ามากหากคุณเป็นฝ่ายเปิดประเด็นในการพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่คุณอยากเห็นในชีวิตสมรสของคุณ หากคุณเป็นฝ่ายหญิง คุณต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเมื่อจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มยกประเด็นขึ้นมาพูดคุย จำไว้ว่าคุณควรจะพูดด้วยประโยคบอกเล่าที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ฉัน.. ยกตัวอย่างเช่น “บางครั้ง ฉันรู้สึกเบื่อชีวิตคู่ของเรา แล้ว คุณล่ะ รู้สึกอย่างไร? เราจะทำยังไงให้ชีวิตคู่ของเราน่า ตื่นเต้นมากกว่านี้?!” หรือ “ฉันรู้สึกเศร้าที่ดูเหมือนว่าฉันมักจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบสร้างบรรยากาศโรแมนติกในชีวิตคู่ของเรา ฉันสงสัยว่าคุณมองเรื่องนี้อย่างไร และเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้มั้ย” หรือ “ฉันรู้สึกท้อใจเมื่อแม่มักจะ วิพากษ์วิจารณ์ฉันและดูเหมือนว่าฉันจะไม่เคยทำอะไรถูกเลย คุณจะช่วยฉันที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นได้อย่างไร?”
อย่าเปิดประเด็นด้วยการพูดว่า: “คุณน่ะ ตะโกนและตะคอกใส่ฉันเป็นประจำเลย คุณควรเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เสียใหม่นะ” อย่าทำเป็นอันขาด ทางที่ดีที่สุดที่คุณจะสื่อสารเรื่องนี้คือ “ฉันรู้สึกเบื่อเมื่อคุณตะโกนใส่ฉัน ทำให้ฉันรู้สึกกลัวคุณ และฉันไม่กล้าจะพูดอะไรต่อไปอีกเมื่อคุณตะคอก ใส่ฉัน คุณอธิบายให้ฉันฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณ เริ่มตะโกนและตะคอกใส่ฉัน?” ได้โปรดสังเกตว่าคนที่เปิดประเด็นควรพยายามที่จะพูดจากด้านของตนเองก่อนเสมอ พูดจากประสบการณ์ของคุณและควรพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการโทษอีกฝ่ายหนึ่งทันทีที่เริ่มพูด
เมื่อเราเริ่มการพูดคุยด้วยประโยคบอกเล่าที่เริ่มต้นด้วย “ฉัน” เราก็ลดโอกาสที่จะถูกมองว่ากำลังกล่าวโทษผู้อื่น
อีกทางเลือกหนึ่งในการสื่อสารความปรารถนาของเราที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงคือการเขียนจดหมายหรือการ์ด หรืออีเมล์ส่งถึงคู่สมรสของคุณ บอกเขา/เธอว่าคุณคาดหวังว่าเขา/เธอจะตอบคุณด้วยการส่งการ์ด จดหมายหรืออีเมล์กลับมาภายใน 48 ชั่วโมง
ความรักและชีวิตสมรสนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่หากคุณต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความสัมพันธ์ของคุณกับคู่สมรสให้ดีขึ้น การปิดปากเงียบหรือแสดงท่าทีมีปัญหาทางอื่นๆ จะไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี บทความนี้เรียกร้องให้คุณพยายามที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีด้วยการสื่อสารความปรารถนาและความต้องการของคุณกับคู่สมรสด้วยแนวทางที่ไม่คุกคามเขา

“หากอะไรๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง โลกนี้คงไม่มีผีเสื้อ”
~ นักเขียนนิรนาม

 

อ.ดิ๊ก เดอ คอนนิ่ง  ที่ปรึกษาศูนย์บริการนิวคอมมิวนิตี้

www.ncs-counseling.com

แปลโดย มธุรส เอื้อนนทัช

 

ที่มา http://www.thaifamilylink.net/