มีตอนหนึ่งที่ลูกสาวเขียนไว้ในบันทึก กรรมฐานเปลี่ยนชีวิต ตอนไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ไตรพิตตา ว่า
ทุกวันข้าพเจ้าได้ใช้เวลาไปในการยืน เดิน นั่น นอน ด้วยความมีสติ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในการมีสติในทุกอาการของการเคลื่อนไหว พร้อมๆกับการมีสติในการหายใจเข้าออก ขณะปฏิบัติข้าพเจ้าได้ใช้การเคลื่อนไหวของมือเป็นการใช้จังหวะ(คล้ายการสอน ของหลวงพ่อเทียน) หลังจากนั้นใช้สติรับรู้การหายใจเข้าออก ตามด้วยการเดินจงกลมด้วยความมีสติ การปฏิบัติเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดวัน ข้าพเจ้าได้ดึงใจที่ส่งออกนอก กลับเข้ามารับรู้การเคลื่อนไหวรับ รู้ลมหายใจ เสมือนกับว่าข้าพเจ้าไล่จับลูกหมาที่ไม่อยู่นิ่ง ข้าพเจ้าต้องดึงความคิดที่ส่งไปนอก กลับเข้ามาภายใน ใจของข่้าพเจ้า บางครั้งก็คิดถึงอดีต อนาคต ข้าพเจ้าต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะดีงใจให้มาอยู่กับปัจจุบัน ป้าตุ๊กบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานี้เป็นสิ่งปกติ หน้าที่ของใจคือใจต้องคิด
อิสรภาพแห่งชีวิต
การปฏิบัติเริ่มเพิ่มขึ้นที่ละน้อยๆจนกระทั่งข้าพเจ้าสามารถนั่ง และเดินได้ครั้งละหนึ่งชั่วโมง ภายในสองอาทิตย์ข้าพเจ้าสามารถที่จะจับความคิดที่มากระทับใจเร็วขึ้นทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งข้าพเจ้าสามารถจับอารมณ์ที่กำลังจะเกิดและสามารถหยุดก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
ตอนเกือบจะครบกำหนดของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าสามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความคิดที่เกิดขึ้นในจิตกับอาการที่เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อจิตสงบโดยไม่มีความคิดใดๆเจือปนอยู่ ข้าพเจ้า ไม่มีความต้องการอันใดและไม่มีทั้งความอยากและความไม่อยาก เมื่อจิตประภัสสร ปล่อยว่างทุกอย่างแล้วจิตข้าพเจ้าก็คลายออกจากทุกข์ เมื่อออกจากทุกข์ ความสุขก็เข้ามาแทนที่ จิตของข้าพเจ้าเป็นอิสระแล้ว
พบพระไตรลักษณ์
อย่างไรก็ตามการปฏิบัติบางวันดีกว่าบางวัน บางวันข้าพเจ้ารู้สึกมีความสงบสุขและสามารถจับความคิดได้เร็วมาก บางวันข้าพเจ้ารู้สีกขี้เกียจและมีความเบื่อหน่าย สลับไปสลับมา บางครั้งข้าพเจ้าต้องใช้คำภาวนามาช่วยในระหว่างความคิดที่สับสน มีครั้งหนึ่งหลังจากการเดินจงกลม ข้าพเจ้ามีความขี้เกียจในการที่จะต้องมานั่งสมาธิอีก แต่หลังจากการนั่งสมาธิไปได้สักครู่ ข้าพเจ้าได้พบกับความสงบกลับคืนมาอีก ความเกียจคร้านหายไปจากจิตข้าพเจ้าได้ค้นพบความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาว่า ไม่มีสิ่งใดเที่ยง ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง
ในปฏิบัติที่ข้าพเจ้าจำได้ประทับใจ เมื่อสติและสมาธิไม่เสมอกันหรือจิตของข้าพเจ้าเข้าไปสู่ความสงบในอันดับสูงๆ มีครั้งหนึ่งในขณะที่ข้าพเจ้านั่งสมาธิ ข้าพเจ้าเกิดปิติเกิดมือสั่น ป้าตุ๊กบอกว่านั้นคืออาการของความสุขสุดยอดของสมาธิ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะความไม่สมดุลของสติกับสมาธิ บางครั้งหลังจากนั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง ข้าพเจ้ามีความสุขเหมือนกับสายน้ำที่ไหลทะลักมาสู่ตัวของข้าพเจ้า ป้า ตุ๊กเตือนข้าพเจ้าว่าอย่างไปติดอยู่กับความสุขเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือความอยาก ป้าตุ๊กบอกให้ข้าพเจ้ากลับมารู้สึกกับฝีกสติอย่างเดิม ข่้าพเจ้าไม่เข้าใจในคำอธิบายของป้าตุ๊กตอนนั้น จนกระทั่งวันที่สิบของการปฏิบัติ ความเข้าใจก็เกิดเองในจิตของข้าพเจ้าในระหว่างการปฏิบัติ
อ่านแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรตอนลูกสาวเขียนว่า บางครั้งข้าพเจ้าต้องใช้คำภาวนามาช่วยในระหว่างความคิดที่สับสน จนกระทั่งวันนี้ได้อ่านพระธรรมเทศนา ของพระครูสุทธิธรรมรังษี
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่ท่านได้สอนว่า
การแก้หัวใจที่ไม่สงบก็ต้องใช้ความพยายามแก้ไขดัดแปลงมากๆ
ไม่ใช่จะนิ่งเพ่งดูจำเพาะหัวใจอันนั้นอันเดียวอย่างนั้น
การเพ่งอย่างนั้นก็ใช้ได้เหมือนกันแต่สำหรับผู้ที่มีกำลัง
ถ้าผู้ที่ไม่มีกำลังแล้ว นิวรณธรรมก็เข้ามาทับ
หรือเรียกว่า อารมณ์ทั้งหลายเข้ามาชิงความดีของเราที่จะตั้งอยู่ไม่ได้
มันคอยให้ส่ายออกไปโน้มน้าวหาอารมณ์เข้ามาป้อนใจอยู่ตลอดเวลา
สมาธิก็ไม่สามารถจะตั้งได้
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติมันก็จะต้องดูเล่ห์ดูเหลี่ยมคูของใจเรา
ใครจะพูดขนาดไหนมันก็ไม่เข้าใจเรา เราต้องดูเอาเอง ดูที่หัวใจลงไป
ในขณะที่บำเพ็ญอย่างนั้นใจมันไม่สงบ ใจมันไปคิดวุ่นวายสิ่งใดอย่างนี้เราก็จะต้องหาวิธีแก้ไข
อย่างก็เคยพูดให้ฟังอยู่บ่อยๆแล้วว่า ต้องใช้การบริกรรม
เหมือนอย่างคนเราที่ตกลงไปกลางทะเลอย่างนี้
ไม่มีเรือ ไม่มีแพ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นภาชนะ
ก็จำเป็นที่จะต้องหา มีหูมีตา มีอันใดที่จะต้องใช้
ก็จะต้องเอาพยายามหาสิ่งนั้นเพื่อป้องกันชีวิต ขี้เกียจก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ทีนี้ท่อนไม้ ท่อนต้นกล้วยหรืออันใด ไม้ไผ่ ไม้อะไรอันใดอันหนึ่ง เพื่อเกาะยังชีวิต
ให้เป็นไป ไม่ให้ถึงแก่การจมลงไปในทะเล นี่เหมือนกับการที่เราภาวนานี่อย่างนี้เหมือนกัน
ถ้าใจมันไม่สงบ ใจมันวอกแวกอยู่ตลอดเวลา ใจไม่สงบ หรือเกิดการง่วงเหงาหาวนอน
หรือเกิดความขี้เกียจขี้คร้าน เกียจคร้านจนไม่อยากนึกไม่อยากคิดนี่..นี่มันเป็นอุปสรรคทั้งนั้น
อุปสรรคสำหรับการปฏิบัติฝ่ายของหัวใจ
หัวใจของผู้ปฏิบัติก็จำเป็นจะต้องเข้มแข็งต่อสู้ กำจัดสิ่งเหล่านี้ให้มันออกไปจากหัวใจเรา
เมื่อกำจัดออกไปได้อย่างนั้นก็เหมือนเราที่กำลังลอยคอไปอยู่ในทะเลเจอท่อนไม้
ได้อาศัยไปถึงฝั่งได้ก็ไม่ถึงแก่ความตาย อุปมาอุปไมยก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ใจที่พะวักพะวนมีนิวรณธรรมเข้ามาครอบงำใจเราอยุ่ตลอดเวลา
ไม่เพียงถึงหนึ่งนาทีสองนาทีอย่างนี้มันก็เอาไปกินหมด ไม่มีความดีเกิดขึ้นกับใจเรา
นี่เพราะฉะนั้นอย่างเรือแพหรือท่อนไม้ท่อนซุงอันใดก็แล้วแต่
ที่เราเกาะชีวิตไปนั่นยังชีวิตเราไม่ตาย
ก็เหมือนกับที่เราอาศัย พุทโธ ธัมโม สังโฆ อันใดอันหนึ่ง
หรือความตายความไม่เที่ยง ความเจ็บความป่วยอันใด ท่องอรหังพุทโธ อิติปิโส ภควา
บทใดบทหนึ่งอย่างให้ลงไปถึงหัวใจ อย่างนั้น แล้วให้กอดแน่นอยู่อย่างนั้น
ไม่ให้ใจพะวักพะวนไปในที่ใดอย่างนี้ นี่เรียกว่าเป็น “อุบาย”
เป็นที่จะประคับประคองใจของเรานั้นไม่ให้มันเข้าไปสู่ ไปส่ายไปหาอารมณ์มาป้อนใจ
เมื่อภาวะของใจจดจ้องอยู่อย่างนั้นแล้ว มันก็จะเกิดสงบ
ก่อนที่มันจะเกิดสงบมันก็ต้องจัด กำจัดนิวรณ์ตัวนั้นเองออกไป
เมื่อนิวรณ์มันออกไปน้อยเข้า น้อยเข้า เมื่อเราเพียรพยายามว่าอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา
ใจนั้นก็จดจ้องอยู่กับการบริกรรมตลอดเวลาต่อเป็นเรื่องกันไป ใจนั้นก็เริ่มสบาย
ใจนั้นก็นิวรณ์ก็ไม่ค่อยมีมา หรือมีมาก็ห่าง
ถ้ามันยังเห็นว่ามีห่างอยู่เราก็ต้องอย่าเพิ่งทิ้งการบริกรรมตัวนั้น
เทศน์ก็ไม่รู้จะเทศน์อย่างไร ก็ต้องเทศน์กันอย่างนี้เอง เทศน์เพื่อแนะนำพร่ำสอน
เพราฉะนั้นบางท่านบางคนก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่เราเข้ามาในวัดอโศฯ (วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ)
ล้วนแต่บุคคลที่เคยฝึก เคยกระทำกับครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ที่ท่านเสียไปอย่างนี้ก็เคยสมาคมอยู่กับท่าน
เพราะฉะนั้นได้ยินสิ่งที่เคยเข้าอกเข้าใจน่ะแยะ
เต็มอกเต็มภูมิเต็มไปหมดจนล้นออกไปหาย หามาคืนไม่ได้ เรียกว่า ลืมของเก่า
เราจำเป็นจะไม่ต้องลืมของเก่า สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์แก่ใจของเราอันนี้ให้เกี่ยวเกาะให้แน่นแฟ้น
ใจของเราที่เกิดความสงบขึ้นได้อันนั้นไม่ว่าอันใดก็แล้วแต่
มันย่อมเป็นประโยชน์ที่จะตัดนิวรณธรรมของเรา
การที่เข้ามาปฏิบัติอย่างนี้ ก็ต้องการจะกำจัดนิวรณธรรมไม่ให้เข้ามา
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ส่วนของใจ ถีนนมิททะ อุทธัจจกุกกุจจะ ราคะ โทสะ โมหะ
มันฝังอยู่ในหัวใจเรา เหมือนหนามมาแทงอยู่ในอก อย่างนี้มันเจ็บแสบอยู่ทุกวัน
เราไม่พยายามถอนมันแล้วมันก็เป็นหนองเป็นไต
เป็นหนองแล้วก็เน่าเปื่อย ผลที่สุดก็ตาย
ใจเรานี่มันเป็นอย่างไรมันจึงไม่สงบ
เราก็จำเป็นจะต้องพยายามเอาให้มันจนเกิดความสงบได้ อย่าให้มันเสียที
ที่มา การพิจารณากาย : หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท
เรียน น้อง คน บ้านไกล
อิสรภาพแห่งชีวิต
- การปฏิบัติเริ่มเพิ่มขึ้นที่ละน้อยๆจน ....สามารถปฏิบัติได้...อย่างจริงๆๆ
@ สามารถที่จะจับความคิดที่มากระทับใจเร็วขึ้นทุกวัน
@ สามารถจับอารมณ์ที่กำลังจะเกิดและสามารถหยุดก่อน ที่มันจะเกิดขึ้น
@ สามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความคิดที่เกิดขึ้นในจิตกับ อาการที่เกิดขึ้นจริงๆ
@ เมื่อจิตสงบโดยไม่มีความคิดใดๆเจือปนอยู่
@ ไม่มีความต้องการอันใดและไม่มีทั้งความอยากและความไม่อยาก เมื่อจิตประภัสสร ปล่อยว่างทุกอย่าง
@ จิตคลายออกจากทุกข์ เมื่อออกจากทุกข์ ความสุขก็เข้ามาแทนที่ จิต...เป็นอิสระแล้ว
พบพระไตรลักษณ์
@ ตามการปฏิบัติบางวันดีกว่าบาง วัน บางวันข้าพเจ้ารู้สึกมีความสงบสุขและสามารถจับความคิดได้เร็วมาก
@ บางวันข้าพเจ้ารู้สีกขี้เกียจและมีความเบื่อหน่าย สลับไปสลับมา
@ บางครั้งข้าพเจ้าต้องใช้คำ....ภาวนามาช่วยในระหว่างความคิดที่สับสน มีครั้งหนึ่งหลังจากการเดินจงกลม ข้าพเจ้ามีความขี้เกียจในการที่จะต้องมานั่งสมาธิอีก
@ หลังจากการนั่งสมาธิ .... พบกับความสงบกลับคืนมา .....ความเกียจคร้าน....หายไปจากจิต
@ ได้ค้นพบความจริงแท้ในพระพุทธศาสนาว่า ไม่มีสิ่งใดเที่ยง ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง
P'Ple==> @@@ ขอบคุณค่ะ@@@