Evidence- based Practice for Cerebral Palsy

ในวันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นการนำเสนอ Seminar 2 รอบสุดท้าย และยังเป็นคาบเรียนสุดท้ายของนักศึกษาปี 4 กิจกรรมบำบัด ^^

จากบล็อกที่แล้ว Case study 2 ได้กล่าวเกี่ยวกับเด็กสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy (CP)

ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เจอ Case ในบล็อกนี้จะต่อเนื่องถึงข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมดังนี้

Evidence-based Practice 1 : เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประเมินการให้ Home Program ของนักกิจกรรมบำบัด แก่เด็กCP แบ่งการทดลองเป็น Randomized Controlled Trial คือแบ่งการทดลอง 3 กลุ่มควบคุม คือ

1. กลุ่มที่ได้รับ Home Program 4 สัปดาห์

2. กลุ่มที่ได้รับ Home Program 8 สัปดาห์

3.  กลุ่มที่ไม่มี Home Program

โดยผู้เข้าร่วมทดลองจะเป็น เด็กCP อายุ 4-12 ปี มีการประเมินทักษะความสามารถก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินมาตราฐาน เช่น Canadian Occupational Performance Measure (COPM), Goal Attainment Scale (GAS), Manual Ability Classification System (MACS) เป็นต้น

การให้ Home program มีหลักการ 5อย่าง ดังนี้

1. สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดกับเด็ก, ผู้ปกครอง

2. ผู้ปกครอง,เด็ก,ผู้บำบัดร่วมกันตั้งเป้าประสงค์การรักษา

3. เลือกกิจกรรมการรักษาและให้ความรู้,การใช้อุปกรณ์ช่วยอื่นๆ

4. ติดตามผล โดยการเยี่ยมบ้านและโทรศัพท์

5. ประเมินผลการทดลองโปรแกรมนี้

 

สรุปผลของการทดลองคือ การที่ให้ Home Program นี้คือ เด็กลุ่มกที่ได้รับ  Home Program ทั้ง 4 และ 8 สัปดาห์มีผลการรักษที่ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่า เด็กกลุ่มที่ไม่ได้รับ Home Program เลย จากผละคะแนนการประเมินเทียบ ก่อนและหลัง

 

 

Evidence-based Practice 2 : เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองของการตอบสนองทางอารมณ์ในสิ่งเร้าทางสายตา ของเด็ก CP และ เด็กปกติ โดยให้เด็ก ดู VDO การทำอาหารแล้วอาจจะมีการทำเสมือนจริง โดยดูการตอบสนองของเด็กต่อสถานการณ์นั้น

ผลการทดลอง คือ เด็กมีการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ แต่ต้องใช้เวลา ยังไม่ตอบสนองทันที เด็กปกติสามารถตอบสนองได้ดีกว่า เด็ก CP เพราะเด็ก CP มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย

 

จากการนำหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-based Practice มาเชื่อมโยงกับ Case study คือ เด็ก CP ควรได้รับ Home Program ไปฝึกต่อที่บ้านกับผู้ปกครอง เพื่อเป็นการรักษาอย่างต่อเนื่องได้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และการที่เด็กได้เรียนรู้สถานการณ์ต่างๆผ่านสิ่งเร้าทางสายตาทำให้เด็กมีการตอบสนองได้และควรมีการจัดสถานการณ์จริง ตามบริบทที่เด็กจะต้องเจอ เช่น บริบทที่โรงเรียน บริบทการเล่น เป็นต้น

 

หากผู้อ่านมีข้อเสนอ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันได้คะ  ขอบคุณคะ