ตัวอย่างการคุ้มครองอาหารปลอดภัย : น้ำดื่มบรรจุเสร็จ
น้ำดื่มจัดเป็นอาหารชนิดหนึ่งซึ่งการจะผลิตเพื่อจำหน่ายนั้นจะต้องมีขั้นตอนในการขออนุญาตผลิตและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องทำการควบคุ้มให้ได้ความปลอดภัยและมีมาตรฐาน
โดยจะแยกเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนี้
ต้นน้ำ หน่วยงานที่รับผิดชอบประกอบไปด้วย
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงาสาธารณสุขจังหวัด
รับผิดชอบในเรื่องการขออนุญาตผลิตอาหารและการขออนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์
(ขอเครื่องหมาย อย.)
1. การขออนุญาตผลิตอาหาร ในกรณีที่สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน
ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาตเป็นผู้ผลิตอาหารต่อสำนักคณะกรรมการอาหารและยา
หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่
2. การขออนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์ (ขอเครื่องหมาย อย.)
ผู้ประกอบการโรงงานน้ำดื่มจะต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์ตามที่กฎหมายกำหนด
และนำผลวิเคราะห์มายื่นขออนุญาตผลิตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
ได้กำหนดให้ธุรกิจน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องกำหนดวิธีการผลิต
เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต
และการเก็บรักษาสินค้าตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีหรือจีเอ็มพี (Good
Manufacturing Practice : GMP) สาระสำคัญของมาตรฐาน GMP
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขมี 11 ประเด็น สรุปได้ ดังนี้
1. สถานที่ผลิตและอาคารที่ผลิต
จะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่สะอาดไม่มีการสะสมของสิ่งเหลือใช้
หรือสิ่งปฏิกูลต่างๆ
รวมทั้งต้องมีวิธีป้องกันสิ่งปนเปื้อนทั้งฝุ่นละออง เชื้อโรค
แมลงและสัตว์นำโรคสถานที่ผลิตจะต้องถูกออกแบบก่อสร้างให้มีลักษณะง่ายต่อการทำ
ความสะอาด นอกจากนี้ต้องแบ่งแยกพื้นที่การผลิตเป็นสัดส่วน
เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
ประการสำคัญต้องแยกพื้นที่สำหรับผลิตสินค้าออกจากบริเวณที่อยู่อาศัยและห้องน้ำห้องส้วมอย่างชัดเจน
2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิต
จะต้องมีจำนวนเพียงพอต่อการปฏิบัติงานติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมสามารถทำความสะอาดได้ง่าย
และถูกล้างทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างเพียงพอทั้งก่อนและหลังการผลิต
3. แหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่นำ
มาใช้ผลิตน้ำดื่มต้องห่างจากแหล่งโสโครกและสิ่งปฏิกูล โดยผู้ผลิตต้อง
เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี กายภาพ
และจุลินทรีย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4. การปรับคุณภาพน้ำ ผู้ประกอบการต้องปรับคุณภาพของแหล่งน้ำ ตามข้อ 3
เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนให้อยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนด
5. ภาชนะบรรจุ ต้องทำจากวัสดุไม่มีพิษ
และได้รับการทำความสะอาดก่อนนำมาใช้
6. สารทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ
ผู้ผลิตจะต้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ
7. การบรรจุ ด้วยเครื่องบรรจุที่มีประสิทธิภาพและสะอาด
8. การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน
ผู้ประกอบการต้องตรวจวิเคราะห์น้ำดื่มที่ผลิตทั้งด้านจุลินทรีย์ เคมี
ฟิสิกส์ เป็นประจำ
9. การสุขาภิบาล
ผู้ผลิตต้องมีวิธีกำจัดสัตว์และแมลงรวมทั้งระบบกำจัดของเสียในโรงงานที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ
และไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนกับสินค้าที่ผลิต
10. บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน
ผู้ปฏิบัติงานต้องไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง
รวมทั้งจะต้องรักษาร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ
ในขณะที่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหากเข้ามาในพื้นที่ผลิตก็ต้องรักษาความสะอาดของร่างกายด้วยเช่นกัน
11. บันทึกและรายงาน
ผู้ผลิตต้องบันทึกและรายงานเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์น้ำ
สภาพการทำงานของเครื่องกรองหรือเครื่องฆ่าเชื้อโรค
รวมทั้งคุณภาพของน้ำดื่ม ทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ และจุลชีววิทยา
3. การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย
ถ้าเข้าข่ายโรงงานจะมีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบดูแล
ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบว่า
สถานที่ผลิตอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการท้องถิ่นใด เช่น
เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลกรุงเทพมหานคร
เป็นต้น และส่วนราชการท้องถิ่นนั้น
มีข้อกำหนดให้การผลิตอาหารต้องยื่นขออนุญาตหรือไม่ -
ค่าธรรมเนียมการขออนุญาตขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละท้องถิ่น
โดยทั่วไป ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,000 บาท
แต่อัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้คือ 10,000 บาท -
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ในกรณีที่สิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารหรือโรงเรือน
ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน -
สถานที่ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน
กรุงเทพมหานครผู้ประกอบการสามารถชำระได้ที่สำนักงานเขตที่โรงเรือน
หรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ต่างจังหวัดชำระได้ที่เทศบาล
องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล
และในกรณีที่สถานที่ผลิตเข้าข่ายเป็นโรงงานจะต้องทำการขออนุญาต
กรมโรงงานอุตสาหกรรม สถานที่เข้าข่ายโรงงาน สามารถแยกเป็น 3 ประเภท
ดังนี้
1. โรงงานประเภท 1 มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต 5 – 20
แรงม้า หรือคนงานไม่เกิน 20 คน โรงงานประเภทนี้ไม่ต้องขออนุญาต
แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
2. โรงงานประเภท 2 มีเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต 20 – 50 แรงม้า
หรือคนงานไม่เกิน 50 คน เมื่อจะเริ่มประกอบกิจการ
โรงงานต้องแจ้งต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่
3. โรงงานประเภท 3 มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเกิน 50
แรงม้า หรือคนงานเกิน 50 คน หรือโรงงานประเภท 1 และ 2 ที่มีการใช้ฟืน
ขี้เลื่อย
หรือแกลบเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตก่อนจึงจะตั้งโรงงานได้
การชำระค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มีตั้งแต่ 500 บาท สูงสุด
50,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงม้าของเครื่องจักร ค่าธรรมเนียมรายปี
ตั้งแต่ 150 บาท สูงสุด 18,000 บาท ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำ พวกที่ 2
และ 3 ต้องชำ ระค่าธรรมเนียมรายปีทุกปี
ตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน
ถ้าผู้ประกอบการมิได้เสียค่าธรรมเนียมภายในเวลาที่กำหนดให้
ผู้ประกอบการจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละห้าต่อเดือน
สถานที่ชำระค่าธรรมเนียม โรงงานในเขตกรุงเทพมหานคร
ชำระค่าธรรมเนียมที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนโรงงานในจังหวัดอื่นๆ
ชำระที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่
4. จัดหาวัตถุดิบ : น้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมทรัพยากรธรณี
การขอใช้น้ำบาดาลและการขออนุญาตเจาะน้ำบาดาล
ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีปัญหาเรื่องน้ำ คือน้ำประปาไปไม่ถึง
หรือน้ำประปาเข้าถึง แต่ไม่เพียงพอต่อการผลิตสินค้า
ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตการใช้น้ำ บาดาลกับกรมทรัพยากรธรณี
สถานที่ยื่นคำขอ คือ กองควบคุมกิจการน้ำบาดาล หรือฝ่ายพัฒนาน้ำบาดาล
หรือทรัพยากรธรณีประจำท้องที่หรืออุตสาหกรรมจังหวัด
กลางน้ำ เป็นขั้นตอนกระบวนการผลิตและการโฆษณา
หน่วยงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบประกอบด้วยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โรงงานตั้งอยู่
เพื่อเข้ามาตรวจสอบว่าโรงงาน/สถานที่ผลิตนั้นได้มาตรฐานตามเกณฑ์/ตามกฎหมายกำหนดหรือไม่
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีส่วนร่วมในการดูแลด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์
ให้เป็นไปตามาตรฐานการโฆษณา
ปลายน้ำ เป็นขั้นตอนกระบวนการที่ส่งถึงผู้บริโภค
นั่นคือหากผู้บริโภคพบว่าน้ำดื่มมีปัญหา เช่น มีสิ่งอื่นเจอปน
มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ การบรรจุภาชนะไม่ได้มาตรฐาน
ผู้บริโภคก็สามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนต่อผู้ประกอบการได้
โดยสามารถร้องเรียนได้ที่เทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล,
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
หรือจะเป็นที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเลยก็ได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างอาหารปลอดภัย : น้ำดื่มบรรจุเสร็จ
ตัวอย่างอาหารปลอดภัย : น้ำดื่มบรรจุเสร็จ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น