ตอน๒...
หลักฐานทางด้านอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าหญิงไทยเรามีสถานะทางสังคมสูงมาแต่โบราณกาลก็คือการย้ายเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงภายหลังจากหนุ่มสาวแต่งงานกันแล้ว
ผู้เขียนเคยนำเรื่องนี้ไปเอ่ยให้เพื่อนๆชาวอินเดียและชาวจีนฟัง เพื่อนเหล่านั้นบอกว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสังคมของเขา พ่อแม่ทางฝ่ายชายจะถือว่าเป็นการเสียเกียรติอย่างยิ่งที่ลูกชายของตนจะย้ายเข้าบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิง เพื่อนอินเดียบอกต่อไปด้วยว่าหากพ่อแม่ฝ่ายชายเดินทางไปธุระยังเมืองของพ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะไม่มีวันไปขอนอนค้างบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นอันขาด เพราะถือกันว่าเป็นการเสียเกียรติ
ทั้งในอินเดียและจีนต่างก็ยึดเป็นประเพณีว่าลูกชายคนโตได้รับเกียรติในการเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า สังคมทั้งสองจึงเฝ้าประคบประหงมแต่ลูกชายคนโต ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นการประจบลูกเพื่อที่ลูกจะได้รักและตอบแทนพระคุณเป็นอย่างดีในตอนแก่เฒ่า ..... แต่อีกมุมมองก็เห็นว่าพ่อแม่ต้องการให้ลูกชายคนโตได้เจริญก้าวหน้าเป็นคนมีเกียรติในสังคมให้มากที่สุด เมื่อพ่อแม่แก่ตัวลงแล้วไปอยู่กับลูกชายคนโตพ่อแม่ก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย เป็นที่น่าแปลกใจมากที่ชาวไทยก็ไม่ดูดซับเอาวัฒนธรรมเช่นนี้มาเป็นของตนบ้าง แต่กลับมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือพ่อแม่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ส่วนใหญ่มักจะเลือกไปอาศัยอยู่กับลูกผู้หญิงมากกว่าลูกผู้ชาย เรื่องนี้สามารถขยายความได้อีกมาก
การที่พ่อแม่นิยมไปอยู่กับลูกผู้หญิงยามแก่เฒ่าย่อมแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้มีสถานะอันสูงในสังคม สูงพอที่จะเชิดหน้าชูตาพ่อแม่ของตนได้ สูงพอที่จะปกป้องพ่อแม่ของตนไม่ให้สามีและวงศาคณาญาติของเขามาข่มเหงพ่อแม่ของตนได้
นอกจากนี้มันยังแสดงให้เห็นต่อไปอีกด้วยว่าผู้หญิงเป็นผู้มีอำนาจในบ้าน ใครเลยจะอยากเอาชีวิตของตนไปอิงไว้กับคนที่ไม่มีอำนาจ ถ้าให้เลือกส่วนใหญ่ก็จะอยากอยู่ในความดูแลของผู้มีอำนาจและมีเกียรติทั้งนั้น
ในอีกมุมมองก็จะเห็นว่าการที่พ่อแม่เลือกไปอยู่กับลูกสาวก็เพราะพ่อแม่เล็งเห็นว่าลูกสาวรักพ่อแม่มากกว่าลูกชาย การที่ลูกสาวรักพ่อแม่มากกว่าลูกชายก็คงจะเป็นผลสะท้อนมาจากการที่ในวัยเด็กนั้นพ่อแม่ลำเอียง (อาจจะโดยไม่ตั้งใจ) รักลูกสาวมากกว่าลูกชายนั่นเอง
อคติโดยทั่วๆไปของนักวิชาการไทยสมัยใหม่ที่จบมาจากเมืองนอก จะสรุปกันว่าพ่อแม่ลำเอียงความรักไปทางลูกชาย นี่มันกำปั้นทุบดินแท้ๆ ไม่น่าจะใช่วิชาการอะไรหรอก เพราะนี่คือสากลสมัยซึ่งผู้ชายคือผู้สืบทอดวงศ์สกุล(นามสกุล) ตามแขกฝรั่งจีน ...แต่สมัยก่อนโน้นทั้งหญิงและชายต่างก็มีสิทธิในการสืบทอดวงศ์สกุลเท่าเทียมกัน คือสืบทอดโดยทางสายเลือด ไม่ใช่โดยทางนามสกุลของฝ่ายชายอย่างในสากลสมัยนี้ ดังนั้นพ่อแม่ในสมัยเก่าเลยไม่มีตัวแปรเรื่องนามสกุล (และการสืบทอด) อยู่ในสมการความรักบุตรของท่าน
นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (ตามก้นฝรั่ง) อาจจะโต้ว่าแล้วทำไมในสมัยก่อนจึงจำกัดการศึกษาของลูกผู้หญิง ผู้ชายได้เรียนแต่ผู้หญิงทำกับข้าวอยู่กับบ้าน
ผู้เขียนมีความเห็นว่า อาจเป็นเพราะพ่อแม่รักลูกสาวมากกว่าลูกชายก็เป็นได้ คือในสมัยก่อนโน้นส่วนใหญ่แล้วเด็กๆจะต้องเดินทางรอนแรมไปเป็นระยะทางไกลๆโดยไปอาศัยอยู่กับวัดในตัวเมืองเพื่อศึกษาอักขระ วิชาการต่างๆ การที่ลูกผู้หญิงไม่ได้ถูกส่งให้ไปเรียนนั้นก็คงเป็นเพราะความรักลูกผู้หญิงด้วยประการหนึ่ง กล่าวคือพ่อแม่ไม่อยากเห็นลูกผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอต้องเดินทางรอนแรมห่างจากอกพ่อแม่ไปเป็นแรมเดือนแรมปี เกรงว่าจะถูกคนรังแกข่มเหงเอาบ้าง เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอด้านกายภาพ
จะเห็นว่าพอทางรัฐบาลเปิดโรงเรียนให้เรียนกันได้โดยสะดวกแบบฝรั่ง พ่อแม่ก็ส่งลูกสาวของตนเข้าเรียนกันอย่างล้นหลามเทียมหน้าเทียมตาลูกชายทุกประการ คณะสำคัญๆหลายคณะในมหาวิทยาลัยตอนนี้ก็มีผู้หญิงเป็นกลุ่มข้างมากด้วยซ้ำไป
จบตอน ๒ โปรดติดตามตอน ๓ ต่อไป
...คนถางทาง
เคยถามพ่อแม่ว่า ทำไมต้องอยู่บ้านฝ่ายหญิง แต่คำตอบไม่ค่อยเก็ท พออ่านบันทึกนี้หายสงสัยแล้ว