เมื่อนายหนุ่มแต่งนางสาว

 

 

ปัจจุบันนี้อะไรๆในประเทศไทยของเราดูเป็น "สากล" ไปเสียหมด  เช่น การหันมาใช้ “นางสาว” และ “นาง” เป็นคำนำหน้าชื่อ ของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งและแต่งงานแล้ว ก็ตามอย่างฝรั่ง อีกทั้งการให้ภรรยาใช้นามสกุลของสามีนั้น มองดูจากประวัติศาสตร์อันใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นสากลนั่นเอง  ซึ่งผมเห็นว่ามันสร้าง “ความเสียหาย”  ต่อสังคมไทยอย่างมหันต์

 

ในกาลก่อนนั้นประเทศไทยเราหามีธรรมเนียมเช่นนี้ไม่ พอพวกสากลชน (ฝรั่ง) มาบอกเราว่าธรรมเนียมดั้งเดิมของเราเป็นธรรมเนียมของคนที่ไม่ศิวิไลซ์ เราก็จัดการเปลี่ยนให้มันศิวิไลซ์ขี้น(คือเป็นสากลขึ้นนั่นเอง) และแล้วการเปลี่ยนเพี่อให้เป็นสากลก็ทยอยตามกันมาเป็นละลอกๆ  วันนี้...พศ. (๒๕๕๐) แม้กระทั่งสีผมบนหัวก็กำลังปรับเปลี่ยนให้เป็นสากลกันอยู่ในหมู่ของคนบางจำพวก ทั้งนี้โดยยังไม่ต้องพูดถึงการออกเสียงร้องเพลงไทยให้มันเพี้ยนๆเข้าไว้ เพื่อให้มันเหมือนกับสำเนียงของพวกสากลชนที่กำลังหัดพูดภาษาไทย

 

ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา   หญิงไทยที่ “มีการศึกษา”  ก็ "ตื่นตัว" เกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีมาก มีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนกฎหมายนั่นนี่กันอยู่เนื่องๆ อีกทั้งยังมีการอภิปรายโจมตีวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยว่าล้าหลังและกดขี่สตรีเพศ มีการโจมตีคำพังเพยว่าโบราณต่างๆเช่น ผู้ชายช้างเท้าหน้า ผู้หญิงช้างเท้าหลัง ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสาร ดังนี้เป็นต้น

 

สตรีไทยเหล่านี้ต้องการให้เมืองไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ชายไทย)เปลี่ยนทัศนคติต่อผู้หญิงให้เป็นสากล (เหมือนพวกฝรั่ง ว่างั้นเถอะ)

 

ในบทความนี้ผู้เขียนขอเสนอความเห็นว่า..โดยเนื้อแท้แล้ววัฒนธรรมทุกกระแสนั้นมีอคติต่อสตรีเพศด้วยกันทั้งนั้น จะต่างกันอยู่แต่ว่ามากน้อยกว่ากันเพียงใดเท่านั้นเอง ผู้เขียนขอเสนอต่อไปด้วยว่า พวกสากลบุรุษในสากลประเทศนั้นดูถูกผู้หญิงมากกว่าชายไทยเราหลายเท่านัก....ส่วนไทยเราในอดีตนั้นมันตรงกันข้ามเลย อาจเป็นสังคมเดียวในโลกใบนี้ที่ผู้หญิงมีอำนาจมากกว่าผู้ชาย!

 

เป็นที่รู้กันดีว่าผู้หญิงในอินเดีย และจีน นั้นได้รับการกดขี่จากสังคม(ที่ผู้ชายเป็นผู้บริหารมาโดยเกือบตลอด) เป็นเวลาอันยาวนาน จวบจนชั่วถึงทุกวันนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวไทยเราตั้งอยู่ระหว่างกระแสอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของสองกระแสอารยธรรมดังกล่าว อีกทั้งยังมีการติดต่อกันมาโดยตลอด แต่ปรากฎว่าชาวไทยกลับมีทัศนคติต่อสตรีไปในทางเกือบจะตรงกันข้ามกับอารยธรรมหลักทั้งสองกระแสนั้น

 

เริ่มตั้งแต่การใช้นามสกุลของบุคคลและการบังคับให้หญิงที่แต่งงานแล้วใช้นามสกุลของสามี  ซึ่งวัฒนธรรมนี้มีใช้กันมาแต่โบราณกาลทั้งในอินเดีย จีน และ นานาสากลประเทศทางตะวันตก ชาวไทยเราเองก็ต้องรู้ดีมาโดยตลอดว่าอารยประเทศเขามีธรรมเนียมเช่นนี้  เพราะเชื่อว่าเรารับเอาพุทธศาสนาเข้ามาเมื่อสองพันปีก่อนโน้นก็ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้านั้นมีนามสกุล โคตะมะ ชาวจีนที่มาติดต่อค้าขายกันแต่โบราณกาลก็ย่อมมีทั้งชื่อและนามสกุล แต่เหตุไฉนชาวไทยเราจึงไม่ยอมรับเอาวัฒนธรรมนามสกุลมาใช้ให้มันศิวิไลซ์บ้างเล่า?

 

... ผู้เขียนอยากจะตั้งข้อวินิจฉัยไว้สักสามประการ ประการแรกทีเดียวเราอาจจะมีความภูมิใจในความเป็นตัวเองสูงมากในระยะนั้น ซึ่งอาจจะฟังไม่ค่อยขึ้นนัก เช่นว่า หากมีความภูมิใจสูงถึงปานนั้นแล้วทำไมจึงละทิ้งการนับถือผีสางที่ปฎิบัติมาแต่ดั้งเดิม แล้วหันมายอมรับศาสนาของชาวต่างชาติแทน(คือศาสนาพุทธ) เล่า

 

... ประการที่สองอาจจะเป็นเพราะว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแทนสังคมทั้งหมด(ผู้ชาย)เล็งเห็นว่าจะไม่เป็นธรรมต่อสตรีเพราะจะต้องมีการเปลี่ยนนามสกุลเป็นของฝ่ายสามี ...และประการที่สามอาจจะเป็นได้ว่าทางฝ่ายชายอยากเปลี่ยนตามกระแสอารยะธรรมโลกแต่ฝ่ายหญิงคัดค้านเอาไว้

 

หากเป็นเหตุผลประการที่สองก็ย่อมหมายความว่าแท้จริงแล้วผู้ชายไทยนั้นมีนิสัยเอี้ออาทรต่อสวัสดิภาพและสถานะภาพของผู้หญิงมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเห่อตามฝรั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ...หากเป็นเหตุผลประการที่สามก็หมายความว่าผู้หญิงซึ่งเราถือกันว่าเป็นช้างเท้าหลังนั้นแท้จริงแล้วมีสถานะทางสังคมสูงมาก สูงถึงขนาดสามารถมีสิทธิทัดทานกระแสวัฒนธรรมนามสกุลไม่ให้ได้ผุดเกิดในสังคมไทย

 

ผู้เขียนเชี่อว่าน่าจะเป็นการผสมผสานกันของเหตุผลในสองประการหลัง กล่าวคือ ทางฝ่ายชายก็เอื้ออาทรอยู่แล้ว ประกอบกับทางฝ่ายหญิงก็มีสิทธิทางสังคมสูงพอที่จะทัดทานกระแสสังคมได้

 

(โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป อีกประมาณ ๓ ตอน)

 

...คนถางทาง