โรงเรียนเล็กๆ เด็กร้อยกว่าคน จะตอบโจทย์ประกันคุณภาพ สมศ.ยังไง ในเมื่อเขาไม่ได้สร้าง รร.เพื่อให้นักเรียนติดอันดับ แต่เพื่อฉุดเด็กขึ้นจากตม

ผมเขียนโปรยข้อความนี้ไว้ในเฟสบุ๊คเมื่อวานนี้ครับ ตั้งใจจะเก็บประเด็นไว้เอามาเขียนบล็อกเมื่อคืน แต่บังเอิญต้องรีบเคลียร์งานอีกชิ้นหนึ่ง เลยต้องฝากไว้ก่อน ซึ่งปรากฏว่าข้อความข้างต้นทำให้เกิดการอภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางในวงเพื่อน ข้อความข้างต้นเกิดจากการลงพื้นที่ทำงานวิจัยด้านการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมาหลายปีครับ โดยเจตนารมณ์แรกๆ คือเพื่อเข้าไปช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่โรงเรียนขนาดเล็กผ่านองค์ความรู้ของโรงเรียนใหญ่ที่มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

โดยผลที่ได้พบในระยะของการวิจัยซึ่งอยู่ในการประเมินรอบ 2 ของ สมศ. คือ มาตรฐานและตัวบ่งชี้ของการประเมินทั้งภายในและภายนอกเป็นปัจจัยที่พยายามจะทำให้โรงเรียนทั้งหมดเหมือนกัน ท้้งๆ ที่ความจริงมันไม่มีทางเหมือนกันได้ และเสียงสะท้อนที่นำเสนอต่อมาคือ รอบสองบอกว่าผ่านไม่ผ่าน และสักครั้งหนึ่งการประเมินจะนำไปสู่การจัดลำดับคุณภาพของโรงเรียน ซึ่งคิดว่าไม่รู้จะทำไปทำไม ในเมื่อความจริงเป้าหมายของโรงเรียนไม่ได้เหมือนกัน และคำว่าคุณภาพก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมีนิยามเดียวกันเสมอไป

คำถามจากประเด็นที่ผมโปรยไว้ข้างต้นอาจจะทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า แล้วทำไมโรงเรียนขนาดเล็กจะมีมาตรฐานผ่านการรับรองมาตรฐาน สมศ.ไม่ได้ ความจริงนัยของผมไม่ได้จะบอกว่าไม่มีทาง แต่ผมต้องการจะสื่อความ จะให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกประเมินด้วยมาตรฐานดังกล่าวไปทำไม ที่แน่ๆ จะสู้โรงเรียนขนาดใหญ่ในนิยามเดียวกับ โอกาสชนะมันน้อยมาก ซึ่งผมอยากสร้างภาพให้ทุกท่านเห็นโดยเปรียบเทียบจากการดำเนินธุรกิจเป็นประเด็น ดังนี้ครับ

1. การแข่งขันเชิงวัตถุดิบป้อนเข้า

ถ้าผมจะแบ่งเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนในโรงเรียน ผมจะแบ่งเป็น 4 ประเภทครับ คือ

1.1 โรงเรียนยอดนิยม เด็กเป็นพันๆ ซื้อใบสมัครสอบเข้าเรียน คนจะเข้าเรียนได้ต้องติวต้องเตรียมความพร้อมมาอย่างเข้มข้น ถ้าไม่งั้นก็หัวดีมากๆ เป็นทุนเดิม (ออ. เด็กเป็นพันๆ คนมาสอบนะครับ แต่รับได้ไม่ถึงสองร้อยคนต่อปี) โรงเรียนในข้อนี้นี่ถ้าเด็กๆ ทำคะแนนตกมาเล็กน้อยจากเทอมก่อนหน้าเพียง 0.001 นอกจากเด็กจะเครียดมากแล้ว ผู้ปกครองของเด็กบางคนก็เหมือนจะมีอาการทางประสาทไปด้วยครับ

1.2 โรงเรียนสำหรับคนฝันสูงแต่ไปไม่ถึง โรงเรียนกลุ่มนี้ต้นทุนความสามารถของเด็กน่าจะไม่ไกลไปกว่าโรงเรียนในข้อ 1.1 มากนักครับ เพียงแต่วันไปสอบอ่านจะตื่นเต้นไปนิดหนึ่งเลยคะแนนสู้เพื่อนไม่ได้ไปสักคะแนนสองคะแนน

1.3 โรงเรียนแหวกแนว มีจุดเด่นเฉพาะ โรงเรียนลักษณะนี้จะเป็นโรงเรียนที่เป็นความใฝ่ฝันสำหรับเด็กบางกลุ่มที่ชอบ เด็กกลุ่มนี้ไม่แข่งที่จะไปโรงเรียนปกติครับ แต่กลุ่มนี้เขาจะมีวิธีการเรียนรู้ของเขาเอง และโรงเรียนจะส่งเสริมเขาได้อย่างถูกกับความชอบ ต้นทุนการเข้าเรียนโรงเรียนข้อนี้อาจจะสูงไปบ้าง และพ่อแม่ก็มักจะไม่สนใจว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะยังไงฉันก็เลี้ยงดูรอด

1.4 โรงเรียนที่มีสำหรับคนไม่อยากเรียน โรงเรียนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมาจากความฝันของคนก่อตั้งและความคาดหวังของคนกลุ่มเล็ก เปิดไปมีเด็กเข้ามีปีหนึ่งๆ ไม่ถึงร้อย ไม่ต้องมาสอบแข่ง ไม่ต้องวัดความสามารถใดๆ ถ้าคุณไม่ไปเรียนที่ไหนแล้วก็มาที่นี้เถอะ ที่สำคัญบางคนพ่อแม่บังคับให้มา ทั้งฉุดทั้งลากมา บางคนครูที่โรงเรียนไปเอาชื่อมาก่อน ว่างวันไหนเธอก็มาเรียนบ้างก็โอเคแล้ว

จากสี่ประเภทโรงเรียนข้างต้น ผมตั้งคำถามว่า ถ้าจะให้มีการดำเนินการแปรรูปเพื่อให้เรียนได้เกรดดีๆ สอบวัดระดับประเทศได้คะแนนสูง โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรพิเศษของโรงเรียนเลย โรงเรียนไหนลงทุนน้อยสุดครับ คำตอบก็คือ การลงทุนน้อยตามลำดับข้อที่ผมนำเสนอไปครับ ดังนั้นถ้าโจทย์ว่า โรงเรียนในข้อ 1.4 จะทำให้เด็กสักสองสามคน (คิดเป็นเปอร์เซนต์ประมาณว่า 30% ของนักเรียนทั้งชั้น) สอบโอเน็ตได้สัก 40% โรงเรียนจะต้องใช้ความพยายามเท่าไร ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ เด็กใน รร.ข้อ 1.1 เกือบจะไม่ต้องเข้าห้องเรียนเขาก็สอบผ่านเกิน 40% ของคะแนนสอบวัด เพราะเด็กกลุ่มนี้ว่างไม่ได้ไปเรียนพิเศษ (ลงทุนเอง)

ทีนี้ถ้าตั้งคำถามต่อว่า ผู้ปกครองของเด็ก รร. 1.4 ต้องการอะไรจากการส่งลูกไปเรียน ผมว่า เขาต้องการว่า ลูกไม่อยู่ในความไม่ดี ไม่ติดยาเสพติด ไม่ติดเกม เป็นผู้เป็นคน โตคนทำมาหากินอยู่ที่บ้าน มีความรับผิดชอบ ละหมาดเป็น รักละหมาด อ่านอัลกุรอานได้ แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว บางคนอาจจะกลัวว่า ถ้ามันเรียนเก่ง อยากเข้ามหาวิทยาลัยกูจะเอาปัญญาที่ไหนส่ง

สิ่งที่ผมพบก็คือ โรงเรียนในข้อ 1.4 เขาถึงพยายามมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองครับ และก็เป็นไปตามความต้องการของตลาดครับคือ กลุ่มนี้มีไม่เยอะเหรอกครับ แต่ยืนยันว่ามี และเขาก็พยายามมองหาโรงเรียนแบบนี้แหละครับ ไม่ได้อยากจะส่งลูกไปเรียนในข้อ 1.1, 1.2, 1.3 เลย หลายคนบอกว่า ก็ สมศ.ให้มีตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ เอกลักษณ์แล้วไง ใช่ครับ แต่ความจริงมันกี่เปอร์เซ็นต์ของคะแนนทั้งหมด ที่สำคัญด้วยคะแนนข้ออื่นๆ ที่ไม่ผ่าน มันก็ชี้หน้าบอกโรงเรียนว่าคุณไม่ได้คุณภาพไปแล้ว

2. การลงทุนการบริหารจัดการต่อหน่วยที่สูงต่างกว่ากัน

หลายคนพยายามมองว่าให้โรงเรียนเล็กใหญ่หากบริหารจัดการดีก็จะสร้างคุณภาพให้กับโรงเรียนได้ อันนี้ใช่ครับ การบริหารจัดการเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณภาพ แต่ถ้ามองย้อนไปข้อ 1 เราจะพบว่าเป้าหมายการบริหารจัดการโรงเรียนในข้อ 1.3, 1.4 ต่างจาก 1.2, 1.3 ซึ่งต้องถามย้อนกลับว่า ถ้าเขาต้องตอบโจทย์เดียวกันกับ 1.1,1.2 แล้ว ก็ต้องบอกว่า เขาบริหารผิดพลาด (ก็มันคนละเป้า)

เอาละครับสมมติว่าเรามีเป้าเหมือนกัน แต่ปรากฏว่า ตัวบ่งชี้ของ สมศ.และกระทรวงศึกษาธิการเอง (การประกันภายใน) ก็กำหนดกระบวนการที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารมาอย่างค่อนข้างเสร็จสรรพครับ เพราะเขามั่นใจว่าเครื่องมือที่กำหนดไว้นั้นเป็นเครื่องมือที่จะสร้างให้เกิดคุณภาพที่ยั่งยืนในโรงเรียนได้ ตรงนี้ก็เป็นการลงทุนของโรงเรียนแล้วครับ เหมือนกับโรงงานที่ผลิตของสามชิ้น กับโรงเรียนที่ผลิตของสามล้านชิ้น แต่ต้องซื้อเครื่องจักรเดียวกัน

มองไปอีกประเด็นของความรู้เพื่อการบริหารจัดการครับ สมมติว่า สพฐ. สช.จัดอบรมผู้บริหารโรงเรียนเพื่อให้บริหารจัดการเป็น แค่ตัวอย่างนี้เราก็จะเห็นแล้วครับว่าต้นทุนของโรงเรียนที่ต้องจ่ายออกไปก็ต่างกันแล้ว สมมติว่า ผอ.ทั้งหมดต้องไปอบรม จ่ายค่าน้ำมันเท่ากัน โดยเบิกงบจากโรงเรียน ตัวเลขเท่ากัน 500 บาท แต่เมื่อไปเปรียบเทียบกับงบประมาณโรงเรียน 500 จาก 5 หมื่น กับ 500 จาก 5 ล้าน มันต่างกันหรือเปล่า

ขณะเดียวกัน รร.ใหญ่จัดอบรมครั้งหนึงจากค่าตอบแทนให้วิทยากร 1000 ครูเข้าอบรม 100 คน กับโรงเรียนเล็กจ่ายค่าวิทยากร 1000 เหมือนกันแต่มีครูเข้าอบรม 10 คน อันนี้ก็สะท้อนประเต็นต้นทุนที่ถูกบังคับให้ดำเนินการจากการประกันคุณภาพที่เรียกว่าให้เปรียบโรงเรียนใหญ่เป็นทุนเดิมครับ

ผมเคยฟังความเห็นจากผู้บริหารหลายท่านครับว่า นักเรียนขนาดไหนถือว่าจะทำให้โรงเรียนมั่นคงในการบริหารจัดการได้ คำตอบส่วนใหญ่คือ 900 คนขึ้นไป ซึ่งแน่นอนครับ โรงเรียนที่มีเด็กไม่ถึง 500 คนแค่ประคองต้นให้อยู่รอดก็เก่งแล้วครับ แต่คำถามคือ แล้วทำไมไม่ปิดไปละ?

คำตอบสำหรับผมคือ สำหรับดวงใจของพ่อแม่บางคนที่แค่ลูกเขาไม่ไปยุ่งกับยาเสพติด อยู่ใกล้ชิด ทำมาหากินตามวิถีได้ก็สุดจะดีใจแล้ว และโรงเรียนเล็กๆ แบบนี้จะช่วยเขาได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกับครูก็หวังว่า เพียงเด็กในห้องสัก 3 คน (จากสิบคน) มีความรับผิดชอบ รู้จักการใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ เขาก็ถือว่าทำสำเร็จแล้ว ถึงโรงเรียนไม่ได้รับรองคุณภาพ โรงเรียนก็ยังเป็นความต้องการของชุมชนต่อไป ครับ

ถ้ามองย้อนไปทางเศรษฐกิจ เราก็บอกว่า SMEs เป็นกลไกสำหรับกลไกหนึ่งในระบบ มีการออกมาตรการต่างๆ ช่วยเหลือให้อยู่รอดท่ามกลางการไล่บี้ตระครุบของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ทำไมเวลามองโรงเรียนขนาดเล็ก ทำไมพยายามมองทั้งเล็กใหญ่ให้เหมือนกัน แถมออกมาตรการมาแต่ละอย่างก็มีอยู่มุมเดียว