ในยามเย็นใกล้ค่ำของวันที่สองเราเข้าไปเยี่ยมชมวัดอยู่ในเมืองจิตรา เราไปชมสินค้าพื้นเมือง ได้ของถูกใจส่วนมากเป็นของใช้เดินทางมีไฟฉายพอหมดแสงก็ปั้มพลังด้วยมือแล้วไฟก็มาฉายแสงอีก และเปลี่ยนซิมการ์ดมือถือใช้ได้ทั้วในมาเล จบลงตรงแวะทานข้าวมื้อค่ำ การหาที่นอนก็ตามเดิมเพราะเราเป็นคนอารามบอยคือนอนวัดนั้นเอง
ชื่อวัดที่อาศัยหลับนอนหลับสบาย เพื่อนบางคนว่านอนไม่หลับเพราะมีเรือกลไฟติดเครื่องดังหลายลำ ใครโดยสารเรือตลอดทั้งคืนนะ...ผมไม่รู้เพราะผมเป็นคนหลับง่าย ก่อนนอนหลับในทุกที่ของการเดินทางผมนำพาเพื่อนนักวิจัยที่ลงภาคสนามไหว้พระสวดพระพุทธมนต์ ท่องคาถาป้องกันตัวแปดทิศแล้วสวดมนต์แผ่เมตตาแล้วทำสมาธิแบบตัวใครก็ตัวใคร..อิ อิ อิ

หลังตื่นนอนวันใหม่พากันออกไปเติมพลังในตัวเมืองเป็นร้านอาหารชาวจีนได้ยินแต่...ห่อ ๆ ...ไม่ต้องห่อหรอกครับจะกินเดี๋ยวนี้...ยังมีเสียง..ห่อ ๆ อีก...พึ่งรู้ว่าคำว่า..ห่อ ๆ แปลว่า..ครับ ๆ การเดินทางไปข้ามเขตระหว่างรัฐต่อรัฐต้องใช้เวลานาน เราก็มีการสวดพระพุทธมนต์ในรถแล้วแผ่เมตตาไปถึงเป้าหมายพบพระคุณเจ้าคือพระมหาชวลิต ญาณเมธี ป.ธ. 5, ปริญญาโท จากนิด้า...ท่านเป็นเลขานุการเจ้าคณะรัฐเกดะห์-ปะลิส และเป็นศิษย์รุ่นน้องจบมาจาก ม.มจร.
เราคุยกันภาษาคนวัด นับเป็นความโชคดีของทีมงานเราเพราะท่านมีงานมากและไม่ค่อยมีเวลาได้พบ ด้วยท่านเดินทางปฏิบัติศาสนกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทพระสงฆ์ในมาเลเซียที่สำคัญก็อยู่กันท่านรูปนี้ละ เดี๋ยวผมเองก็จะพยายามติดต่อท่านเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน
บางครั้งเราลืมไปนึกว่าเราอยู่ฝั่งไทยเพราะวิถีชาววัดยังคงมีอัตลักษณ์ดีงามในวิถีคนสยามประเทศมาเลเซีย
รถตู้รอเราอยู่แล้วก่อนที่จะอำลาท่านมหาไปขอถ่ายรูปไว้เป็นเครื่องระลึกถึงกันยามมาพบเจอ...