ต่อยอดวิธีการรักษาจากกรณีศึกษาของเพื่อน เพื่อผู้รับบริการไปสู่ "Well-being" (มีความสุขในการดำรงชีวิต)

               จากการได้ฟังเพื่อนในclass นำเสนอทั้งหมด 10 คนในวันนี้ ดิฉันขอเลือกกรณีศึกษาที่สนใจมากที่สุดในครั้งนี้เพื่อนที่ชื่อฟางข้าวคะ ขออนุญาตนำมาคิดต่อยอด การรักษา และเป้าประสงค์ระยะยาว นะคะ

               กรณีศึกษา อายุ 48 ปี ได้รับการวินิจฉัยโรคเป็น “Stroke” (โรคหลอดเลือดสมอง) มีอาการร่างกายอ่อนแรงครึ่งซีก และมีความบกพร่องการควบคุมด้านจิตใจของตัวเองร่วม(Self-control)ด้วย

               อ้างอิงถึงวิธีการรักษา จากEvidence-base support ที่สนับสนุนเทคนิคMental Practice ( MP) โดยวิธีการฟังเทปเกี่ยวกับ การรักษาโรคอย่างได้ผล เพื่อคลายกังวลต่อโรคที่เป็น ต่อ 20, 40, 60 นาทีตามลำดับ แล้วจึงไปประเมินซ้ำเกี่ยวกับภาวะทางอารมณ์ในปัจจุบัน

               เป้าประสงค์ที่ต้องการจะต่อยอดก็คือ สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันจัดการRoutineในแต่ละวันได้เหมาะสม ทำงานตามบทบาท(Role)ที่ต้องการตามศักยภาพของตนเองได้

               โดยหลักการคือ การฝึกคิด คิด มองโลก มองชีวิตของตนเองในแง่บวก(Positive thinking) คิดไปเรื่อยๆ คิดซ้ำๆ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยลดความเครียด(Stress) และความวิตกกังวล(Anxiety) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

               ใช้กรอบอ้างอิง MOHO model ในการช่วยเพิ่ม การควบคุมจิตใจของตนเอง(Self-control) เน้นที่เทคนิค การเห็นความสำคัญในการใช้เวลาในชีวิตประจำวัน(Time management) ให้เห็นคุณค่าของการใช้เวลาในการทำกิจกรรมให้เหมาะสม

              ยกตัวอย่าง กิจกรรมRelaxation : เช่น ในกิจกรรมที่ให้ความผ่อนคลาย ฟังเพลง ดนตรีจังหวะสบายๆ อาจมีรูปภาพของธรรมชาติประกอบ เพื่อรับรู้การผ่อนคลายทั้งประสาทสัมผัสการได้ยิน และการมองเห็น , กิจกรรมร้องเพลง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ผู้รับบริการชอบอยู่แล้ว ถ้าหากว่าผู้บำบัดส่งเสริมให้ได้ทำกิจกรรมที่ผู้รับบริการสนใจอยู่แล้วก็จะนำไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น

             กิจกรรมBreathing exercise : เป็นการฝึกสมาธิ จดจ่ออยู่กับลมหายใจของตนเอง ช่วยส่งเสริมการฝึกสติ อยู่กับตัวเอง ควบคุมความคิด ความเป็นตัวตนเองตัวเองได้ดีขึ้น

              และกิจกรรมการรักษาสำคัญมากที่สุดคือ การฝึกการวางแผนการควบคุมตนเอง ควบคุมกิจกรรม และเวลาในชีวิตจริง และต้องลงมือปฏิบัติจริง(Real life situation) เพื่อมาวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ ถึงความขาดตกบกพร่องในเรื่องใดบ้าง ช่วยกันคิด หาวิธีแก้ไขไปด้วยกัน และการออกไปทำงานในชีวิตจริง อาจจะจำลองสถานการณ์ทำงาน ดูความสะดวกสบาย การเข้าถึงสถานที่ทำงาน และการปรับตัวเข้ากับสังคมในที่ทำงาน ลองทดลองในหลายๆเหตุการณ์ทั้งดีที่สุดถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้รับบริการได้ลองฝึกควบคุมตนเองในสถานการณ์ต่างๆ และมั่นใจที่จะคิด แก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

             หวังว่าการเสนอแนวคิดวิธีการรักษาเพื่อนำไปสู่ "Well-being" นี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความสุขได้นะคะ
             เพราะหน้าที่หลักของนักกิจกรรมบำบัดอยากพวกเรา ก้คือนำผู้ที่มีความทุพลภาพ ให้สามารถยอมรับในความสามารถของตนเอง ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด