จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่สี่

 

 

 

จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่สี่

 

 

 (ฝีมือน้องเพรียง...ถ่ายภาพมาให้ดูกันค่ะ)...

 

นับจากที่ผู้เขียนได้เขียนเรื่อง น้ำท่วมที่พิษณุโลก ปี 2554 อ่านได้ที่นี่

น้ำท่วมที่พิษณุโลก 2554  และเรื่อง ฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม อ่านได้ที่นี่

ฟื้นฟูที่ดินหลังน้ำท่วม ไปแล้ว และต่อไปนี้ คือ การฟื้นฟูที่นาซึ่งถูก

น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว...และนี่ก็คือ ภาพที่นาที่ถูกฟื้นฟูโดยเมื่อปีก่อน ๆ

ทางบ้านของผู้เขียนจะให้เขาเช่านา ไม่ได้ทำเอง เพราะเนื่องจาก

ตนเองและพ่อบ้านต้องมารับราชการในตัวเมืองพิษณุโลก

 

 

จะทำนาเองนั้นก็ค่อนข้างจะลำบาก จึงต้องให้เขาเช่า โดยเก็บค่าเช่า

นา ปีละ ๒ ครั้ง แต่มาเมื่อพ่อบ้านได้เกษียณจากอาชีพรับราชการแล้ว

เมื่อคราวน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว พ่อบ้านได้ให้ "น้องเพรียง"

ลูกชายคนเล็กได้ลองหัดทำนาดู โดยทำในปีที่แล้วเพียง ๕ ไร่ ก่อน

เพราะน้องเพรียงยังเล็ก เกรงว่าจะทำไม่ได้

และแล้วเมื่อปีที่แล้ว น้องเพรียงก็เสียนาไปหมด เพราะน้ำท่วมนา

 

 

แต่สำหรับปีนี้ เมื่อน้ำท่วมลดลง พ่อบ้านก็ได้ตัดสินใจใหม่

ให้น้องเพรียงทำนาเองทั้งหมด ประมาณเกือบ ๕๐ไร่

โดยนาไม่ได้เช่า เป็นนาของเราเอง...เพราะน้องเพรียงเลือกที่จะ

ไม่เรียนเหมือนกับ "พี่ภัคร" เพราะ "น้องเพรียง" ได้มีชีวิตครอบครัว

มี "น้องอ้อม" เป็นคู่ชีวิต และก็มี "เจ้าฟ้าคราม" เป็นโซ่ทองคล้องใจ

แล้ว สำหรับปีนี้ "น้องเพรียง" ได้ทำนาเกือบ ๕๐ ไร่

 

 

การทำนาของน้องเพรียงจะทำนา ๒ ครั้ง เพราะข้อตกลงของจังหวัด

ว่า ห้ามทำเกิน ๒ ครั้ง...คนเช่านาคนก่อนที่เคยมาทำนาของผู้เขียน

เขาจะบอกกับพ่อบ้านว่า เขาทำนาที่เช่านี้ได้ในครั้งหนึ่ง ๆ

เขาได้มากสุดประมาณ ๕๐ เกวียน (๑ เกวียน ต่อ ๑ ไร่)

และจะได้น้อยสุดประมาณ ๔๘ เกวียนจากเนื้อที่ ๕๐ ไร่

 

 

สำหรับครั้งนี้ที่เมื่อเขาไม่ได้เช่าแล้ว เขารู้ว่า "น้องเพรียง" ซึ่งเป็นลูก

คนเล็กได้มาทำนา เขาผ่านไป ผ่านมา เขาเห็นบอกกับพ่อบ้านว่า

ถ้า "น้องเพรียง" เป็นคนเอาทางด้านนี้จริง ๆ ต่อไป ใคร ๆ ก็จะอิจฉา

แน่นอน เพราะเขา (คนเคยเช่านา) บอกว่าที่เขามีฐานะขึ้นได้ก็เพราะ

การทำนานี้แหล่ะ...และเขาก็บอกว่า หากน้องเพรียงเอาจริงเอาจัง

ด้านอาชีพการทำนา ต่อไปจะรวยแน่นอน เพราะปัจจุบันการทำนา

ไม่เหมือนกับสมัยก่อน เพราะรัฐบาลมีประกันราคาไม่เหมือนสมัยก่อน

 ยิ่งถ้ารัฐบาลทำตามการประกันราคาที่เคยบอกไว้ คือ

เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ด้วยแล้วละก็...ในอนาคต น้องเพรียงก็คือ

เศรษฐีน้อย ๆ ในชนบทคนหนึ่งเชียวแหล่ะ...

 

 

นี่คือ...ผืนนาประมาณ ๕๐ ไร่ ที่น้องเพรียงได้ตกลงกับพ่อบ้านว่า

ตนเองจะทำทั้งหมด และน้องเพรียงกับน้องอ้อมก็ไปดูทั้งเช้า

ทั้งเย็น เพราะนี่คือ ฝีมือของน้องเพรียงที่เมื่อยังไม่ได้เรียนต่อ

แต่ต้องมาใช้ชีวิตของเกษตรกรเต็มตัว

 

 

แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากพ่อของอ้อมซึ่งเป็นชาวนาโดยตรง

+ อาจรินทร์ (น้องของพ่อบ้าน) คอยเป็นครู คอยบอก คอยสอน

ว่าควรทำอย่าง และทำเป็นตัวอย่างให้กับน้องเพรียงได้ดู ได้รู้

ได้เห็นก่อน แล้วให้น้องเพรียงทำตาม รวมถึงการสูบน้ำเข้านา

ให้กับน้องเพรียงได้ดู และควบคุม ดูแล...

 

 

ผู้เขียนยังบอกกับน้องเพรียงว่า "แม่ว่า...อาชีพการทำนาก็ดี

ถ้าน้ำไม่ท่วม เพลี้ยไม่กิน แม่ว่า ก็ได้อยู่...อาชีพนี้ก็สามารถ

ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อีกอาชีพหนึ่ง เพราะสมัยก่อน

ตา - ยาย ก็โตมาจากผืนนาผืนนี้ รวมทั้งแม่ด้วย"...

 

 

แต่น้องเพรียงคงจะ "หมาน" กับคำว่า "เกษตรกร" เสียจริง ๆ

เพราะปัจจุบัน เวลาน้องเพรียงไปตกปลาโดยใช้เหยื่อล่อปลา

น้องเพรียงก็จะตกได้ แถมตกได้ตัวใหญ่ด้วย ส่วนปลาที่ได้จะเป็น

ปลาช่อน และยังมีความสามารถประดิษฐ์เหยื่อปลอมที่ซื้อมา

ตัวละ ๒๕๐ บาท ได้เองและทำได้เหมือนกับที่เขาขายกันอีก

เมื่อนำไปตกปลา ปลาก็ยังกินเบ็ดอีก...

แม้แต่น้าต้นซึ่งไปด้วยยังบอกว่า..."เพรียง มันเข้าใจ

และรู้วิธี + ความมานะพยายามที่จะเอาชนะเพื่อตกปลาให้ได้

เสียจริง ๆ"...ผู้เขียนบอกว่า...อาจเป็นที่ "ใจรัก" ของน้องเพรียง

มากกว่า...จึงทำให้สำเร็จ...คนเราถ้ามีใจรักเสียอย่าง อะไร ๆ

ที่จะทำก็ดูเหมือนง่ายไปหมด ไม่ยากที่จะทำ...

 

 

ตอนนี้น้องเพรียงก็รอกับคำว่า "การได้รับบัตรเครดิต"

 "บัตรเกษตรกร" เต็มตัว ซึ่งน้องเพรียงก็อายุเกิน ๒๑ ปี แล้ว

สำหรับชีวิตใหม่และอาชีพใหม่ของลูก...พี่ภัคร...ยังเคยพูดว่า

ต่อไป "เพรียง อาจจะรวยกว่าภัครก็ได้ เพราะการทำนาครั้งนี้

น้องเพรียงไม่ได้เช่า เป็นนาของพ่อ - แม่ เอง เพียงแต่ลงทุนเรื่อง

ค่าข้าวปลูก ค่าปุ๋ย ค่ายา เท่านั้นเอง...ผิดกับพี่ภัครที่ตอนนี้กำลัง

เรียนต่อปริญญาโท แต่เมื่อจบแล้วก็ยังต้องมาหางานทำอีก"...

 

นี่คือ...วิถีชีวิตระหวาง พี่ - น้อง ที่ไม่สามารถเลือกทางเดินให้ได้

เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับวาสนา ชะตาฟ้าจะลิขิตว่า...ให้เดินทางกัน

แบบใด...สำหรับการเกิดมามีชีวิตในชาตินี้ชาติหนึ่ง...

 

ทั้งหมดนี้ คือ "ฝีมือการทำนาของน้องเพรียง" ซึ่งแต่ก่อนเขาจะพูดว่า

น้องเพรียงเรียนไม่เก่ง + เกเร...แต่ตอนนี้ ก็พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า

ถึงแม้น้องเพรียงจะเรียนไม่เก่ง ตอนนี้น้องเพรียงไม่ได้เกเร แต่ได้

ประกอบอาชีพ ๆ หนึ่ง ซึ่งคนบางคนอาจทำไม่ได้เท่ากับน้องเพรียง

ก็คือ "อาชีพทำนา"

หากน้องเพรียงไม่มีความมานะ พยายาม ก็จะไม่ได้เห็นภาพผืนนา

อย่างข้างต้นนี้มาให้ดูกัน...

 

แม่ว่า...ถึงแม้มันจะเป็นอาชีพที่ไม่โก้ หรู แต่แม่ว่า

"มันก็ทำให้ลูกเพรียงของแม่ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้"...

เพราะลูกของแม่ก็สามารถเลี้ยงชีวิตตนเองให้อยู่ในสังคมกับเขาได้

เหมือนกัน...

 

 

อย่าลืมว่า!!!...ยังมีที่นาของป้า + อา อยู่อีกเกือบ ๒๐๐ ไร่ รออยู่

ถ้าน้องเพรียงทำได้และเห็นผลอย่างจริงจัง...

 

มันเป็นสาเหตุ   ที่ว่า...ทำไม พ่อ - แม่ ไม่ขายที่นา เมื่อตนเองได้มา

รับราชการแล้ว เหตุนี่แหล่ะที่ พ่อ - แม่ เกรงว่าลูก ๆ จะไปกันไม่รอด

(เพราะพ่อ - แม่ มองดูรูปการแล้วว่า หากใครไปไม่รอดก็ต้องมาทำนา)

 แล้วสักวันก็คงได้กลับมาทำนา จึงทำให้ พ่อ - แม่ ไม่ขายที่นา

เพราะต้องการเก็บไว้ให้กับลูก ๆ ทำมาหากินได้ไงล่ะ...เมื่อลูกคนหนึ่ง

ไปรอด...แต่ลูกอีกคนหนึ่งไปไม่รอด...สิ่งที่รองรับ นั่นก็คือ...

"ผืนนาแห่งนี้" ไงล่ะ...รองรับเจ้ากลับมาทำ...

 

อ่านจดหมายถึงลูกทุกฉบับ ได้จากที่นี่...

"จดหมายถึงลูก"