รูปแบบการเรียนรู้ของ Jung, Gardner, Dunn and Dunn

ผมได้นำรูปแบบการเรียนรู้ที่ได้ลองรวบรวมมาให้เพื่อนครูทุกท่านได้นำมาใช้ในการค้นหาความแตกต่างระหว่างบุคคลนะครับ

1. ทฤษฎีและเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้

                ในปัจจุบันมีแนวคิดและทฤษฎีมากมายที่จะแยกประเภทหรือจัดประเภทเกี่ยวกับการเรียนรู้ ครู นักจิตวิทยา และนักวิจัยแต่ละคนก็นิยามฉลากและจัดประเภทผู้เรียนตามแนวทางของตนเอง จุดมุ่งหมายของส่วนนี้คือการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ แนวคิดและทฤษฎีรูปแบบการเรียนรู้ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นกลุ่มที่เป็นตัวแทนของแนวคิดดังกล่าวเท่าที่จะหาได้ในวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

                1. Carl Jung และทฤษฎีเกี่ยวกับบุคลิกภาพ

                ในปี 1923 Carl Jung ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องบุคลิกภาพ เขาเป็นทั้งลูกศิษย์และเพื่อนของ Sigmund Fred เขามีชื่อเสียงในการสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า ขบวนการของการพูด (word association) ซึ่งใช้ในวงการทางจิตวิทยาและจิตเวชในทุกวันนี้

                ผลงานของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานทางด้านการศึกษา เขาเพียงแต่พยายามในการบ่งชี้บุคลิกภาพที่แตกต่างกันในโลก และให้ความสำคัญความแตกต่างในหมู่บุคลิกภาพเหล่านั้น งานของเขาบ่งชี้บุคลิกภาพของมนุษย์ 2 อย่าง คือ พวกเขาแสดงออก (Extroversion) และพวกไม่ชอบแสดงออก (Introversion) George Boeree ได้กล่าวว่า Jung ได้บ่งชี้พวกแสดงออกและพวกไม่แสดงออกในครั้งแรกอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ “พวกไม่ชอบแสดงออกคือผู้คนซึ่งชอบที่จะอยู่ในโลกภายในของการคิด ความรู้สึก ความเพ้อฝัน ความฝัน และอื่นๆมากกว่าโลกภายนอก ในขณะที่ พวกชอบแสงออกจะพึงพอใจอยู่กับโลกภายนอก ของสิ่งต่างๆ เช่น ผู้คนและกิจกรรมมากกว่าโลกภายใน”

                ต่อมาเขาได้นิยามสิ่งที่เขาเรียกว่า “หน้าที่” หรือ “วิธีการที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นพวกชอบโลกภายในหรือโลกภายนอกทำหน้าที่หรือจัดการโลกรอบตัวของเขา” หน้าที่หรือวิธีการนี้มีอยู่ 4 อย่างได้แก่ 1. พวกใช้ความรู้สึก (Sensing) 2. พวกรู้แจ้ง (Intuition) 3. พวกชอบคิด (Thinking) และ 4. พวกใช้ความรู้สึก (Feeling)

                Katharine Briggs and Isabel Brigg Myer ได้นำแนวคิดของ Jung ได้พัฒนาต่อ และได้สร้างตัวบ่งชี้ที่เรียกว่า the Myer-Briggs Type Indicator (MBTI) โดยเพิ่มประเภทของหน้าที่อีก 2 ประการให้กับแนวคิดของ Jung นั่นคือ 1. พวกชอบตัดสิน (Judging) และ 2. พวกชอบรับรู้ (Perceiving)

                โดยสรุปแนวคิดของ Jung, Briggs, and Myer จะแบ่งคนออกเป็น 8 ประเภทตามบุคลิกภาพหรือวิธีการที่คนแต่ละบุคลิกภาพใช้ในการจัดการโลกรอบตัว ได้แก่ 1. พวกรู้สึก พวกนี้จะชอบการคิดเป็นกระบวนการและการคิดที่เป็นรูปธรรม 2. พวกรู้แจ้ง พวกนี้จะชอบการคิดโดยฉับพลันและการคิดในเชิงนามธรรม 3. พวกชอบคิด พวกนี้จะชอบการคิดในเชิงตรรกะและสิ่งที่เป็นปรนัย 4. พวกรู้สึก พวกนี้จะชอบใช้อารมณ์ และสิ่งที่เป็นธรรมชาติ 5. พวกแสดงออก พวกนี้จะชอบคน สถานที่ และสิ่งต่างๆ 6. พวกเก็บตัว พวกนี้ความคิดรวบยอด และความคิด 7. พวกตัดสิน พวกนี้จะชอบการวางแผน ความเป็นระเบียบ 8. พวกรับรู้ พวกนี้จะชอบการยืดหยุ่นและสิ่งที่เป็นอารมณ์ดิบๆ

                2. Gardner และความฉลาดที่หลากหลาย

                ในปี 1983 Howard Gardner ได้พัฒนาทฤษฎีเรื่องความฉลาดที่หลากหลาย ในฐานะที่เป็นนักจิตวิยา ความคิดพื้นฐานของเขาเพื่อที่จะอภิปรายสถานะของความฉลาดในทางจิตวิทยา เขาไม่ได้เตรียมทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เขานิยามความฉลาดไว้ว่า “ศักยภาพที่เป็นจิตวิทยาและชีววิทยา ศักยภาพเหล่านั้นมีความสามารถที่จะถูกตระหนักรู้ไม่ว่าจะมากหรือน้อยในฐานะที่เป็นผลมาจากปัจจัยทางการประสบการณ์ วัฒนธรรม และแรงจูงใจ ซึ่งปรุงแต่งผู้คน” (Gardener อ้างถึงใน Sheri Beattie and Alison Rhoads, ม.ป.ป: 8)

               Gardnerเชื่อว่าคนแต่ละคนย่อมมีความชอบหรือความโน้มเอียงที่จะมีรูปแบบการเรียนรู้เฉพาะและจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยการใช้ความฉลาดในทุกๆวิชาGardnerเริ่มต้นความฉลาดทั้ง 7 ประเภท และเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ในหลายปีต่อมา ความฉลาดทั้ง 8 ประการได้แก่ 1. ทางภาษาและการพูด (Verbal-Linguistic)พวกนี้จะชอบการใช้คำ และตระหนักรู้เกี่ยวกับเสียงและความหมาย 2. ตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical) พวกนี้จะชอบตัวเลขและปัญหาทางตรรกะ ชอบการคิดอย่างเป็นนามธรรมเพื่อที่จะค้นหาเกี่ยวกับโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในปัญหา 3. การเห็นและระห่าง (Visual-Spatial) พวกนี้จะชอบเกี่ยวกับภาพลักษณ์ และการเห็น มองเห็นสิ่งต่างๆในภาพนึกฝัน 4. ทางกายและการออกกำลัง พวกนี้จะชอบการเคลื่อนไหว การสัมผัส ชอบเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ 5. ทางดนตรี พวกนี้จะเข้าใจและทำงานเกี่ยวกับดนตรี จังหวะ และการเต้นตามจังหวะ 6. ทางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พวกนี้จะทำงานได้ดีกับคนอื่น มีความสามารถที่จะเข้าใจ ตระหนัก รู้ถึงความอารมณ์และแรงจูงใจบุคคลอื่นได้เป็นอย่างดี 7. ทางการตระหนักรู้ตน พวกนี้จะมีความสุขสบายกับการรู้ภายในตนเอง เช่นความคิด ความรู้สึก ความคิดภายในตนเอง และ 8. ทางธรรมชาตินิยม พวกนี้จะเข้าใจธรรมชาติและชอบกิจกรรมภายนอกได้ดี

                อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องความเข้าใจแนวคิดของGardnerก็คือ เขาไม่คิดว่าลักษณะความชอบทั้ง 8 ประการนั้นจะเหมาะสมกับการเรียนรู้เฉพาะวิชาเท่านั้น เช่น พวกที่ชอบตรรกะและคณิตศาสตร์ไม่ใช่จะเรียนวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น พวกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอื่นก็เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ต้องเรียนเป็นกลุ่มเท่านั้นจึงจะถูกกับรูปแบบการเรียนรู้ของเขาเอง

                3. Dunn and Dunn

                Rita and Kenneth Dunn ได้พัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ หลังจากที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับนักเรียนชั้น K12 และได้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับทฤษฎีทั้งที่เขียนคนเดียวและเขียนร่วมกับคนอื่นๆ  

                Dunn and Dunn ได้นิยามรูปแบบการเรียนรู้ไว้ว่า “การเชื่อมโยงกันของคุณลักษณะทางชีววิทยาและทางประสบการณ์ ซึ่งสนับสนุนการเรียนรู้, แต่ละการเรียนรู้ในทางของตนเอง และร่วมกันในฐานะหน่วย (Dunn and Dunn อ้างถึงใน Sheri Beattie and Alison Rhoads, ม.ป.ป: 9) เขาทั้งคู่ได้เริ่มต้นวิจัยในเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ในปี 1967 กับนักเรียนในเมืองNew Yorkและเริ่มทำงานต่อในทฤษฎีของเขากับนักเรียนในทุกอายุ

                ใน โมเดลของ Dunn and Dunn มีองค์ประกอบอยู่ 21 อัน ซึ่งแยกออกไปได้ 5 สาย นั่นคือ 1. สภาพแวดล้อม (Environmental) 2. อารมณ์ (Emotional) 3. สังคม (Sociological) 4. กายภาพ (Physiological)5. จิตวิทยา (Psychological) สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้มีความเป็นพิเศษนอกเหนือจากรูปแบบการเรียนรู้อื่นๆก็คือ มีองค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมด้านการเรียนอื่นๆในสมการด้วย

                1. สายสภาพแวดล้อม (Environmental) สายนี้จะมองที่ 1. คุณต้องการที่มีการนำเสนอเสียงหรือคุณต้องการที่จะเงียบ 2. คุณต้องการแสงมากน้อยขนาดไหน 3. คุณต้องการอุณหภูมิขนาดไหน อบอุ่น หรือร้อน หรือหนาว 4. คุณต้องการการออกแบบแบบใด คุณต้องการจะนั่งบนเก้าอี้ โต๊ะ หรือแบบเป็นทางการหรือคุณต้องการจะนั่งบนเสื่อ โซฟา เตียง พร้อมอาหาร หรือไม่เป็นทางการ 40% ของนักเรียนชอบแบบไม่เป็นทางการ

                2. สายอารมณ์ (Emotional) สายนี้จะมองที่ 1. แรงจูงใจซึ่งจะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยต่างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคุณต้องการแรงจูงใจมากน้อยขนาดไหน 2. ความทนทาน คุณจะมีสมาธิและทำให้เสร็จในงานใดงานหนึ่งหรือไม่ หรือคุณมีความสามารถที่จะทำสิ่งหลายสิ่งได้พร้อมกันในคราวเดียวกันหรือไม่ 3. ความรับผิดชอบ คุณมีความรับผิดชอบเชิงปัจเจกบุคคลมากน้อยขนาดไหน 4. โครงสร้าง คุณต้องการข้อมูลที่แจ่มชัดขนาดไหน หรือเราต้องการวิธีในการทำบางสิ่งแจ่มชัดขนาดไหน และยิ่งเราแก่ลงเราก็ยิ่งข้อมูลที่แจ่มชัดน้อยลงเท่านั้น

                 3. สายสังคม สายสังคมต้องการจะประเมินว่าผู้เรียนชอบที่จะเรียนได้อย่างไร ต้องการเรียนคนเดียว กับเพื่อน เป็นกลุ่ม กับผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ หรือต้องการที่เรียนอย่างหลากหลาย ต้องการการเรียนที่ทำให้มันแตกต่างกันทุกๆวัน

                4. สายกายภาพ สายกายภาพต้องการองค์ประกอบของ 1. การเคลื่อนไหว ร้อยละ 50 ต้องการการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ มีเพียงร้อยละ 25 ที่ต้องการจะนั่งอยู่กับที่ หรือรับรู้เฉยๆ 2. อาหารว่าง ผู้เรียนมักมีความต้องการทางอาหาร ทุกๆ 45 นาทีสำหรับเด็กเล็ก อย่างไรก็ตามยังมีเด็กบางคนไม่ต้องการอาหารในขณะที่ศึกษา 3. เวลาของวัน หมายถึงเวลาที่เหมาะต่อการเรียนซึ่งอาจเป็นช่วงเช้าจนถึงกลางคืน 4. วิถีการรับรู้ ซึ่งหมายถึง วิธีการที่เรารับข้อมูลเข้าไป ซึ่งอาจเป็นทางการเคลื่อนไหว ทางตา และทางหู

                4. สายจิตวิทยา สายนี้จะมองรูปแบบการจัดการข้อมูล 1. คุณพอใจจะมองภาพเล็กๆจนไปถึงภาพใหญ่ หรือมองภาพใหญ่จนถึงภาพเล็กๆ 2. คุณพอใจจะใช้สมองด้านซ้ายหรือตรรกะ หรือใช้สมองด้านขวา หรือความคิดสร้างสรรค์

                (จริงๆแล้วผมมีภาพของโมเดลของ Dunn and Dunn

 แต่ผมเอาลงในนี้ไม่เป็น ยังไงก็ขอโทษด้วยนะครับ)