การนำเสนอกรณีศึกษาของนักศึกษากิจกรรมบำบัดเลขที่ 21-30

1. นักกิจกรรมบำบัดสามารถให้การบำบัดรักษาผู้รับบริการวัยผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาบกพร่องระดับรุนแรง (Severe Mental Retardation) ด้วยการปรับพฤติกรรมและการเน้นที่การฝึกทำกิจกรรม

2. การยอมรับตนเองในผู้รับบริการวัยสูงอายุเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้การบำบัดรักษาก่อนเป็นอันดับแรกๆ เพราะในวัยสูงอายุเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน (ความเสื่อมของร่างกาย) และภายนอก (สิ่งแวดล้อม สังคม ครอบครัว)

3. ในผู้รับบริการที่เอ็นบาดเจ็บหรือฉีกขาด นอกจากจะฝึกองค์ประกอบในการเคลื่อนไหว (ช่วงองศาการเคลื่อนไหว, กำลังกล้ามเนื้อ, ลดบวม, ลดความเจ็บปวด) แล้ว ควรจะฝึกให้ทำท่าทางที่จำเป็นต้องใช้ในการทำกิจกรรมจริงด้วย

4. นักกิจกรรมบำบัดสามารถฝึกผู้รับบริการเด็กที่มีอาการสมาธิสั้น (Hyperactive Child) ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปรับสิ่งแวดล้อม การวางเงื่อนไข การจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อฝึกการควบคุมตนเอง ฯลฯ

5. ผู้รับบริการที่ได้รับบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic Brain Injury) อาจจะมีปัญหาในเรื่องความรู้สึกตัว ขณะฝึกทำกิจกรรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน นักกิจกรรมบำบัดควรสนใจเรื่องความตื่นตัว/ความรู้สึกตัวของผู้รับบริการด้วย

6. Schizencephaly เป็นโรคชนิดหนึ่งในเด็ก เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมองที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้าและอาจมีอาการชัก นักกิจกรรมบำบัดสามารถยับยั้งปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่ผิดปกติเพื่อกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้น โดยใช้เทคนิคต่างๆ ตามกรอบอ้างอิงประสาทพัฒนาการ (Neurodevelopmental Frame of Reference) และกรอบอ้างอิงเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Frame of Reference) และควรให้ความสำคัญกับ Sensorimotor integration ของเด็ก

6. Group activity กับ Group Dynamic แตกต่างกัน
Group activity คือกิจกรรมกลุ่มโดยทั่วไป สนใจผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วน Group Dynamic จะสนใจที่กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทำกิจกรรมกลุ่ม เช่น การที่สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยจะไม่ได้สนใจผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ของกิจกรรมนั้นๆ มากนัก

7. Sensory impairment หรือ Sensory loss เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการโรคหลอดสมองแทบทุกราย นักกิจกรรมบำบัดมักจะใช้วิธีการ Compensate คือวิธีการชดเชยการรับความรู้สึกที่สูญเสียไป (เช่น แนะนำให้ใช้ร่างกายส่วนที่สามารถรับความรู้สึกได้สัมผัสวัตถุต่างๆ ก่อน, แนะนำให้มีการเปลี่ยนท่าทางเสมอ, แนะนำให้ผู้ดูแลตรวจร่างกายผู้รับบริการเพื่อหาบาดแผลอยู่เสมอ) อย่างไรก็ตามในกรณีที่ผู้รับบริการอยู่ในระยะ Acute หรือยังพอรับความรู้สึกได้บ้าง ควรให้การฝึกแบบ  Sensory Re-training หรือ Sensory Re-education มากกว่า เพราะอาจทำให้ผู้รับบริการสามารถรับความรู้สึกได้ปกติอีกครั้ง