วิชาการสายรับใช้สังคมไทย : 42. กำหนดเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการเท่านั้น ไม่เพียงพอ ต้องมีโครงการพัฒนาวิธีใช้เกณฑ์ด้วย
น่ายินดี ที่เวลานี้ กพอ. และ สกอ. เข้ามาเอาใจใส่การปรับปรุงเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ ให้ยอมรับผลงานวิชาการประเภทรับใช้สังคม ในไม่ช้าจะมีเกณฑ์วัดคุณภาพของผลงานวิชาการประเภทใหม่นี้ และนำไปสู่การได้ตำแหน่งวิชาการจากผลงานประเภทนี้ เรื่องนี้เคลื่อนไหวเร็ว น่าจะสามารถประกาศใช้หลักเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการใหม่ในไม่ช้า ดังได้เล่าและเสนอความเห็นในบันทึกเมื่อวานนี้ที่นี่
แต่การมีหลักเกณฑ์น่าจะไม่เพียงพอ น่าจะต้องมีกระบวนการ "พัฒนาและวิจัย" การประยุกต์ใช้เกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้มีความแตกต่างกันระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัย กับมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิต หลักการคือต้องยอมรับ ความเป็นเลิศ หลายแบบ ตามลักษณะหรือเป้าหมายของแต่ละมหาวิทยาลัย
การมีกติกาหรือหลักเกณฑ์ ไม่ได้รับประกันว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะสามารถใช้กติกานั้นให้เกิดประโยชน์ได้ครบถ้วน โดยไม่ใช้ผิดๆ ก่อผลเสียหายต่อระบบ ต่อสังคม และต่อตัวมหาวิทยาลัยนั้นๆ เอง
จึงต้องมีโครงการพัฒนาวิธีใช้ประโยชน์ของหลักเกณฑ์นั้น ทั้งเพื่อสร้างสรรค์การใช้หลักเกณฑ์อย่างแตกต่าง ในต่างบริบทของมหาวิทยาลัย คือใช้เวลา ๓ ปีแรกหลังการประกาศใช้ข้อบังคับ เป็นช่วงของการเรียนรู้ ว่าการยอมรับผลงานวิชาการเชิงประยุกต์นั้น มีข้อพึงปฏิบัติ และข้อพังระมัดระวัง หรือไม่พึงปฏิบัติ อย่างไรบ้าง
กระบวนการเรียนรู้นี้ ควรทำเป็นเชิงกึ่งวิจัย (เก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์) กึ่งจัดการความรู้ (เอาวิธีปฏิบัติที่ดี มา ลปรร. กัน) นำไปสู่การปรับปรุงวิธีการใช้ข้อบังคับในต่างบริบท และปรับปรุงตัวข้อบังคับเองในที่สุด
ควรมอบหมายให้สถาบันคลังสมอง จัดประชุมเป็นระยะๆ อย่างน้อยปีละครั้ง สำหรับเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (จัดการความรู้) หรือแต่ละมหาวิทยาลัยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมแตกต่างกันในต่างบริบทของมหาวิทยาลัย รวมทั้งเพื่อทำความเข้าใจวิธีผลิตและนำเสนอผลงานวิชาการแนวประยุกต์ หรือแนวรับใช้สังคม ที่จะได้รับการยอมรับนับถือ ว่ามีคุณภาพสูง มีผลกระทบสูง ต่อสังคม บุคคลสำคัญกลุ่มหนึ่งที่ต้องไม่ลืมเชิญมาร่วม ลปรร. คือคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งวิชาการ และผู้เป็น reader ของแต่ละมหาวิทยาลัย
หน่วยงานที่เหมาะจะทำงานวิจัยเรื่องนี้ คือ สถาบันคลังสมองของชาติ สกอ. น่าจะจัดสรรเงินสักปีละ ๑๐ ล้านบาท รวม ๓ ปี มอบให้ สคช. ทำงานวิจัยและจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการประยุกต์ใช้ข้อบังคับว่าด้วยการเข้าสู่ ตำแหน่งวิชาการแนวใหม่ ที่ยอมรับผลงานวิชาการรับใช้สังคม
การพัฒนาวิชาการสายรับใช้สังคมเป็นเรื่องใหญ่ ในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง จึงต้องมีการจัดการเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายประโยชน์สูงสุดตกแก่สังคมไทย ไม่ใช่แก่นักวิชาการ
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ธ.ค. ๕๔