ขับไปบ่นไป (๔-๒ ตำรวจจราจร..ต่อ)
ตร.จจ. ไทยเรานั้น นอกจากจะขาดวิชาการความรู้ด้านการจราจรแล้ว ยังขาดสำนึกในการบริการประชาชนอย่างมหาศาล
เช่น ขับรถเก๋งราคาแพงสีเลือดสุกร ติดตราสัญลักษณ์โก้หรู มีไฟแว็บติดหัว (ที่สาวเสริฟริมทางต่างหวังปองเอาเป็นคู่ครองกันน้ำลายหก) แต่ก็ได้สักแต่ขับเก๊กหล่อกันไปวันๆ พอเจออะไรกีดขวางการจราจร ที่จะเป็นอันตรายต่อปชช. เช่น หมาเน่าตายกลางถนน เศษไม้ เศษเปลือกยางหล่อดอก ร่อนอยู่กลางถนน ก็ไม่จอดรถลงไปเก็บ โยนออกไปข้างทาง เพื่อช่วยไม่ให้รถของปชช.มาชน แต่กลับปล่อยมันทิ้งไว้กลางถนนอย่างนั้นแหละ
เข้าใจว่า ...แม้ลงไปเก็บโยนทิ้งอย่างไรก็ไม่ได้โบนัสพิเศษ หรือการเลื่อนขั้นแต่อย่างใด ..ใครเลยมันจะไปเสี่ยงภัยลงไปเก็บให้รถที่วิ่งมามันชนเล่นเช่นนั้นเล่า ทั้งที่หลังคารถก็มีไฟกระพริบเตือนภัยตามมาตรฐานสากล ที่ซื้อมาในราคาแสนแพง
สิ่งที่ควรทำท่านไม่ทำหรอก แต่สิ่งที่ไม่ควรทำท่านกลับทำ เช่น แอบเอารถไปจอดไว้ตรงที่ยูเทิร์น แล้วโบกรถทีวิ่งผ่านไปมาให้จอดเพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติ ...คิดไปแล้วให้ช่างน่าสงสารตร.ผู้น้อยพวกนี้จริงๆ ที่ต้องเสี่ยงภัยในการโบกรถทิ่วิ่งผ่านไปมาให้จอด หลายคนเสี่ยงภัยขนาดเอาตัวเองเข้าไปยืนขวางถนน (พร้อมทำเป็นชูหนังสืออะไรสักอย่าง) พร้อมโบกมือโหวกเหวกให้รถจอด โดยหาสำเหนียกไม่ว่า รถจำนวนไม่น้อยที่คนขับมันเมาเหล้า เมายา บ้า ง่วง ซึ่งมันอาจไม่เห็นตำรวจโง่ที่ใส่เสื่อสีกากีเอวฟิตๆ ก็เป็นได้ (เป้ามันเล็ก) ดังนั้นมันอาจขับเสยเจ้าพนักงานให้กระเด็นกระดอนอย่างไรก็ย่อมได้ (พอตายแบบนี้ก็ถือว่าตายในหน้าที่ ก็ได้ปูนบำเหน็จมากหลายเสียอีก ทั้งที่เจตนาคือต้องการรีดไถประชาชน)
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสงสารตำรวจผู้น้อยเหล่านี้ เพราะถ้าไม่ทำการเสี่ยงเช่นนั้นก็คงไม่มีเงินไปส่งส่วยให้เจ้านาย ก็คงต้องถูกปลดย้ายไปประจำท้องถิ่นธุรกันดาร ต้องอดอยากปากแห้งไปอีกนาน
เรื่องตำรวจจราจร ยังมีอีกมากหลาย เขียนได้ในรายละเอียดอีกสิบเล่มเกวียนก็คงไม่จบ แต่เอาพอสังเขปก็คงเอวังเพียงแค่นี้ เรื่องนี้ไม่โทษตำรวจหรอก แต่โทษพระ หมอ ครู ไทยเสียมากกว่า ที่ไม่ทำหน้าที่ของ “หัว” ให้ดี ดังนั้น “หาง” มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ หึหึ
...คนถางทาง (๓๐ ธค. ๕๔)
บ่นซะเสียงดัง ฟังแล้วสะเทือนนิดๆ ในฐานะครู ก็สอนจนปากจะถึงรูหูแล้วนะอาจารย์
บันทึกอาจารย์ มีแต่สาระดีๆ ที่หลายคนในเมืองกรุง เค้าคิดไม่ได้ หรือเค้าไม่คิดก็ไม่รู้