ขับไปบ่นไป (๔...การบรรเทาการจราจรแออัด)
ช่วงที่เขียนบทความนี้เป็นช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ การจราจรกำลังแน่นถนนจนเป็นข่าวไปทั่วทุกช่องสัญญาณอิเล็กทรอนิก ทำให้ผมระลึกได้ว่าได้คิดค้นประเด็นมาฝากให้ไปยังตำรวจราจรหลายเรื่องมานานนับสิบปีแล้ว เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและบรรเทาการแออัดของการจราจร (ซึ่งสองสิ่งนี้ การแออัดและอุบัติเหตุ มันมักมาพร้อมกันเสียด้วย)
ผมยอมรับว่าเป็นเพียงครูบ้านนอก จึงไม่มีความรู้ว่ากว่าจะมาเป็นตำรวจจราจรไทยได้นั้น ต้องผ่านการอบรมวิชาการด้านการจราจรมามากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่สังเกตดูการปฏิบัติงานของตำรวจจราจรไทยตามประสาครูบ้านนอก..ผมเดาว่าการศึกษาอบรมคงมีน้อยถึงไม่มีเลย ส่งผลให้ตำรวจจราจรนั่นเองที่เป็นผู้ขัดขวางการจราจรเสียเอง บ่อยครั้งก็ช่วยก่ออุบัติเหตุด้วย นอกจากนี้จิตสำนึกด้านการบริการประชาชนก็ต่ำมากอีกด้วย
พอรถแน่นถนน สิ่งปกติที่ตำรวจราจรชอบทำคือ เพิ่มช่องทางการจราจร เช่น ถนนมิตรภาพแถบลำตะคอง ถนนมีสี่เลน ท่านก็เปิดให้รถขาไป (ซึ่งแน่นกว่ารถขากลับมาก) วิ่งได้สามเลน ส่วนรถขากลับให้วิ่งเพียงเลนเดียว ...ดูเผินๆ ก็ดีนะครับ คือคิดแบบชาวบ้านที่ขาดหลักวิชาการด้านการจราจร (ว่าไปแล้วแม้มีหลักการก็อาจคิดประเด็นนี้ไม่ออกหรอก เพราะเรื่องนี้ผมสังเกตเอาเอง ไม่ได้มีหลักวิชาการอะไรหรอก)
ผมได้สังเกตมานานว่าการเปิดสามบวกหนึ่งเช่นนี้ทำให้รถติดกว่าเปิดเลนแบบสองบวกสองตามปกติ ..ไม่ได้ติดเพิ่มขึ้นสักสองเท่าหรอกครับ ผมว่าติดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสิบเท่า...ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ สิบเท่าจริงๆ
เหตุผลคือ พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีการปล่อยให้รถเลนที่สามกลับเข้ามาเป็นสองเลนเหมือนเดิม (ระยะทางอาจยาวประมาณ 10 กม.) ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ เพราะรถเลนที่สามจะต้องตีหัวเข้ามาในเลนที่สอง ทำให้รถเลนที่สองเบรก รถที่ตามหลังมาก็เบรกตามกันเป็นพรืด บางคันก็ตีออกไปเลนที่หนึ่ง ทำให้เลนหนึงเบรก ชะลอตัวกันเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ถ้าการจราจรหนาแน่นมากพอถึงระดับ ในที่สุด รถในเลนที่สองและหนึ่งจะหยุดนิ่งและติดยาวเป็นสิบกิโลเมตร แต่พอพ้นจุดเปลี่ยนเลนนี้แล้วก็จะวิ่งฉลุยเหมือนเดิม แบบว่าเหยียบได้เป็นร้อย (ผมเห็นมากะตาสามสี่ครั้งแล้ว ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง)
สำหรับรถที่ติดยาวสิบกม. นั้น พอรถคันหน้าขบวนออกตัว กว่าที่รถคันสุดท้ายจะออกตัวได้ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้เพราะมันเกิดการชะลอการออกตัวของรถคันต่อๆ ไป เช่น มีรถ 1500 คัน ชะลอคันละ 1 วินาที ก็เข้าไปเกือบครึ่งชม.แล้ว พอออกตัวได้สักหน่อยก็หยุดแหง็กอีกแล้ว เพราะเกิดการสะดุดตรงจุดเปลี่ยนเลนที่ส่งผลมาถึง ตกลงใช้เวลาประมาณ 3 ชม. กว่าจะผ่านถนน 10 กม. ไปได้ แต่ถ้าตำรวจจราจรไม่ “บริการประชาชน” ด้วยการเปิดเลนที่สาม รถจะวิ่งได้ฉลุยใช้เวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น
ผมเดาว่าที่ตำรวจเปิดเลนที่สามแถวลำตะคองนั้นเป็นเพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นรถมันก็ติดจริงๆเสียด้วย แต่ที่มันติดนั้นไม่ใช่เพราะมีรถมาก แต่เป็นเพราะมีรถ “ช้ามาก” มาใช้เลนผิดต่างหาก หมายถึงรถบรรทุกและรถบัสนั่นเอง รถพวกนี้หนักและกำลังไม่พอ เวลาขึ้นเขาก็จะ “ช้ามาก” แต่พวกนี้ไม่เจียมสังขารมีการแซงกันเองออกมาที่เลนกลาง (รถหนักมากแซงรถหนักมากที่สุด) บางทีออกมาเลนขวาสุดด้วยซ้ำ (โดยเฉพาะรถบัส)
ทีนี้พวกรถเก๋ง รถปิ๊คอัพที่เป็นรถส่วนใหญ่ และมีแรงดีก็จะมาประชิดติดก้นรถหนัก ทำให้ช้าลงหรือไม่ก็ทำการแซงออกเลนขวา แต่แซงแบบช้าๆ ทำให้รถเร็วทีตามหลังมามาติดออกันเต็มยาวเป็นหลายกิโล ...ผมเข้าใจว่านี่แหละทำให้ตำรวจจราจรเปิดเลนที่สาม (และสี่ห้า) เข้ามาซ้ำเติมการจราจรให้ติดหนักขึ้นไปอีก (แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์)
วิธีการแก้ที่ต้นตอคือ ตำรวจจราจรต้องบังคับการจราจรในช่วงนี้ให้ดี คือ รถหนักวิ่งช้าต้องอยู่เลนซ้ายสุดเท่านั้น และควรรณรงค์ขอร้องให้รถหนักพวกนี้ใช้เส้นทางเลี่ยงด้านนอก หรือ งดกิจกรรมในช่วงเทศกาลไปเลย
ผมเคยเห็นมากับตาคือ ถนนห้าเลน ช่วงชลบุรี-กทม. รถติดหนึบมาก เพียงเพราะมีรถบรรทุกหินหนึ่งคันวิ่งช้ามากอยู่เลนที่สองจากซ้ายมือ อีกจุดที่พบกะตาคือ ถนนวงแหวนตะวันออก (หรือมอเตอร์เวย์ก็จำไม่ได้เสียแล้ว) เมื่อก่อนมีการขยายเป็นสามเลน แต่ขยายเป็นบางช่วงเท่านั้น รถก็ติดหนึบตรงจุดสามเลนมาพบสองเลนนั่นแหละครับ
รถติดบนทางด่วนช่วงลงสุขุมวิทย์หนักมาก แต่ลงพระรามสี่ มีรถลงปริมาณพอกัน แต่รถติดน้อยกว่าลงสุขุมวิทย์มาก ก็สาเหตุเดียวกัน แต่อันหลังนี้ผมไม่โทษตร.จจ.หรอกนะ โทษนักวิชาการเสียมากกว่า ที่เสียแรงส่งไปเรียนนอกกลับมากันเต็มเมืองแต่ไม่ช่วยชาติคิดอะไรให้รอบคอบเลย
ที่ผมคิดค้นทฤษฎี “ตีออกชะลอตัว” ออก นั้นมันมีแรงดลใจแต่สมัยคศ. 1986 ที่ผมทำงานอยู่ usa แล้วกลับมาเที่ยวเมืองไทย เห็นรถติดหนึบที่ถนนลาดพร้าว และ ที่ถนนพหลโยธินแถวรังสิต ทั้งที่ไม่มีไฟแดงสักดวง ผมปิ๊งขึ้นมาว่า มันเกิดเพราะรอเข้าแถวเพื่อยูเทิร์น แล้วทำให้รถตีออกเลนซ้าย แล้วไปชะลอรถเลนเร็ว ทำให้ผมเขียนบทความ (ภาษาอังกฤษ) ลงเสนอในบางกอกโพสต์ให้รัฐบาลจัดสร้างสะพานลอย u-turn ในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ผมไม่ทราบว่าบทความผมส่งอิทธิพลเพียงใด แต่ปีต่อมาเห็นมีการสร้างสะพานแบบนี้กันมาก ส่งผลให้รถไม่ติดบนถนนพหลฯช่วงดังกล่าวอีกแล้ว
ผมเดินทางไปมาทั่วโลก ไม่เคยเห็นสะพานลอยยูเทิร์นที่ไหน มีแต่เมืองไทยเรานี่แหละ ซึ่งถ้าไม่มีใครมาคุยทับ ผมขอโอ่หน่อยนะครับว่า เป็นความคิดผมเองแหละ แหะแหะ
ส่วนรถติดที่ทางด่วนช่วงสุขุมวิทย์นี้ ผมเชื่อว่าสามารถบรรเทาได้มากถ้าใช้วิธีการที่ผมจะได้แนะนำ (ให้ฟรี) ต่อไปในภายภาคหน้า และโดยไม่ต้องสร้างสะพานลอยเสียด้วย เสียแต่ว่าผมมันคนอยู่บ้านนอก กลัวว่าแนะนำอะไรไปแล้วจะไม่มีคนกรุงที่ไหนเขาเชื่อ แถมจะหัวเราะเยาะอีก หุหุ
...คนถางทาง (๓๐ ธค. ๕๔)