จากการที่ผมนอนราบคว่ำหน้าสังเกตพฤติกรรมมดง่ามอยู่สักครึ่งชั่วโมง...สังเกตดู โห..พวกมดงานมันคาบขนเมล็ดพันธุ์ทั้งนั้นเลย เป็นเมล็ดหญ้าหลากหลายพันธุ์ ที่หล่นอยู่บนสนามหญ้าข้างๆ มีทั้งเมล็ดกลม แบน ยาวเรียว มีขน ไม่มีขน
แสดงว่ามดเหล่านี้ไปเก็บเมล็ดหญ้าที่ตกอยู่ตามดินในสนามหญ้าข้างๆป่าเอาไปเข้ายุ้งฉางของพวกมัน เพื่อเก็บเอาไว้กินในฤดูฝนแน่นอน (เรื่องนี้ควรมีการวิจัยกันอย่างจริงจัง เชื่อไหมกองทัพบกสหรัฐฯยังวิจัยมด แต่กรมวิชาการเกษตรไทยเชื่อว่าไม่มีใครจับเรื่องนี้ ผมเคยไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์มดที่ม.เกษตร ท่านอจ. ผู้ก่อตั้งยืนยันว่า ไม่มีใครทำเรื่องนี้ แม้แต่ท่าน ผมเลยถือโอกาสมอบโจทย์วิจัยให้ท่านไปแล้ว)
ผมมาคิดต่อยอดว่า มันน่าจะใช้มดปราบวัชพืชได้โดยปราบที่ต้นตอเลย วิธีการคือเราต้องเพาะเลี้ยงมดง่ามไว้ให้ดี พอจะเริ่มฤดูทำนา ก่อนที่ฝนจะตก เราก็เอามดไปปล่อยในนา ให้มันเก็บเมล็ดวัชพืชที่ปลิวมากินให้หมดเกลี้ยง จากนั้นก็เรียกมดกลับรัง แล้วเอามดออกไปขจัดเมล็ดหญ้ายังนาแปลงต่อไปเรื่อยๆ
ก็เมื่อไม่มีเมล็ดเสียแล้ววัชพืชก็ไม่เกิด การปลูกข้าวอาจไม่ต้องไถนาด้วยซ้ำไป เพราะการไถนานั้นจุดประสงค์หลักก็เพื่อพลิกหน้าดินกลบเมล็ดวัชพืชให้มันตายนั่นแหละ แต่ก็ไม่หมด ต้องปล่อยน้ำเข้ามาทำให้มันเน่าอีกซ้ำสอง (ผมเคยคิดเอาเองว่าการไถนาก็เพื่อให้ดินร่วนซุย ถามคนมามากทั้งชาวนาและนักวิชาการเกษตร ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนสักที บัดนี้ผมสรุปเอาเองว่าการไถนานั้นส่วนใหญ่เพื่อกลบเมล็ดหญ้าเสีย 80% อีก 20% เป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ดินร่วนซุย แทงรากง่าย ดินมีอากาศหายใจ)
ผมเคยอ่านหนังสือของท่านฟูกูโอกะชาวญี่ปุ่นเรื่อง “ปฏิวัติเกษตรด้วยฟางเส้นเดียว” คือท่านปลูกข้าวโดยไม่ไถนา และใช้น้ำน้อยมาก ถ้าวิธีของผมใช้ได้น่าจะเรียกว่าปฏิวัติเกษตรด้วยมดตัวเดียว เพราะไม่ต้องไถเหมือนกัน ส่วนน้ำอาจไม่ต้องไขเข้ามาเลย ใช้ฝนธรรมชาติก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนกบเขียด แม้ไม่มีน้ำก็ยังอยู่ได้ โดยต้องวิจัยหาเขียดพันธุ์ที่ทนแล้งสักหน่อย ซึ่งมีอยู่มากมาย
สำหรับชาวสวน ผมเคยถามคำถามมานานว่าทำไมเขาไม่เลี้ยงกิ้งก่า (กะปอม) แย้ จิ้งจก ตุ๊กแก รวมทั้งงูต้นไม้ตัวเล็กๆที่ไม่มีพิษ เพราะพวกนี้กินแมลงเป็นอาหารทั้งนั้น โดยเฉพาะแย้นั้นยังเป็นอาหารอันโอชะของมนุษย์ได้อีกด้วย (อย่างน้อยก็ของชาวอีสานและหวา) ได้ข่าวว่าญี่ปุ่นกว้านซื้อกะปอมไทยไปมาก สงสัยว่าคงไม่ได้เอาไปกิน แต่เอาไปขจัดแมลงในสวนแน่ๆเลย คนไทยเราอยู่กับคำตอบแท้ๆ แต่คิดกันไม่ค่อยออก
เมื่อสัก 8 ปีมาแล้วผมไปร่วมประชุมกับชาวสวนปาล์มน้ำมันที่พังงา (เพราะผมทำงานวิจัยด้านไบโอดีเซล) ชาวสวนบอกว่าอาจารย์ช่วยหาวิธีกำจัดหนูให้พวกผมหน่อย เขาคงต้องการฟังคำตอบที่แสนไฮเทค ผมคิดสัก2-3 นาที่ก็บอกเขาไปว่ามีทางเลือกง่ายอยู่ 3 ทางคือ
1) เลี้ยงงูสิง ซึ่งงูกินหนู แล้วยังจับงูขายพวกฮ่องกงได้ราคาดีอีกด้วย (วิธีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะชาวสวนปาล์มปักษ์ใต้กลัวงูกันมาก ต่างออกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผวกพ้มกั่วงู้)
2) เลี้ยงนกฮูก (เพราะนกฮูกจับหนูกินวันละมากๆ)
3) เอาคนอีสานมาเป็นคนงาน (เพราะคนอีสานกินหมด ทั้งหนูและงู) (ข้อนี้เรียกเสียงหัวเราะจากที่ประชุม แต่ผมว่ามันเป็นวิธีที่ดีมากเลยนะ ดีกว่าจ้างคนต่างชาติ)
วิธีที่สอง (เลี้ยงนกฮูก) บัดนี้กลายเป็นที่นิยมไปแล้วในหมู่คนทำสวนปาล์ม ได้ข่าวว่ากลายเป็นอาชีพใหม่ไปแล้ว คืออาชีพรับขจัดหนูในสวนด้วยนกฮูก (แต่คงไม่มีใครจำได้แล้วหละว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้)
ต่อไปอาจมีอาชีพเลี้ยงมดง่ามช่วยทำนาก็ได้นะครับ (มดง่ามไม่นำเพลี้ย ซึ่งเป็นศัตรูพืช ที่นำเพลี้ยมาคืดมดแดง) มดง่ามกับกบเขียดก็ไม่ขัดแย้งกัน เพราะมดง่ามทำงานตอนช่วงก่อนฝน ซึ่งกบเขียดยังจำศีลอยู่ ไม่งั้นกบเขียดจะเจี๊ยะมดง่ามหมดเสียก่อน
Thank you for extending our border line and the list of lives we should have in our zoo.
This year we have explored the past (ขอม), the flood, many rice fields and our politicians quarter. We enjoyed your tours.
I look forward to more 'cleared up' paths.
Happy New Year and Good Health.
การเลี้ยงนกฮูกเพื่อกำจัดหนู ที่แท้เป็นความคิดมาจาก ดร.ทวิช นี่เอง :)