มวยโคราช มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างไปจากมวยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมวยไชยา มวยลพบุรี มวยท่าเสา หรือแม้กระทั่งมวยพระนคร ด้วยเหตุที่เมืองโคราชมักถูกข้าศึกรุกรานข่มเหงอยู่เนืองๆ ไม่ได้ว่างเว้นจากศึกสงคราม ทำให้ต้องเป็นนักรบ ซึ่งนักรบต้องฝึกฝนมวยไทยเพื่อนำไปเป็นองค์ประกอบประกอบกับการต่อสู้ด้วยอาวุธไทยโบราณชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ กระบอง พลอง ง้าว แหลน หลาว ไม้สั้น มีด เคียว หอก ดาบ จอบ เสียม ฯลฯ ซึ่งเป็นอาวุธสั้นต่อสู้ในระยะประชิดตัวทั้งสิ้น และต้องใช้ศิลปะมวยไทยเข้าประกอบจึงจะเกิดอานุภาพในการรบได้ดี
ในส่วนไม้มวยไทยตำหรับโคราช หมัดเป็นอวัยวะและอาวุธที่สำคัญยิ่ง ส่วนเท้าเป็นอาวุธยาวที่ใช้ในการเตะ ถีบ และใช้เคลื่อนไหวไปมา การถีบแบบมวยโคราชนั้นคือท่าถีบสลัดซึ่งเป็น ท่าถีบแบบโบราณที่ใช้เป็นอาวุธทำลายเกราะป้องกันของคู่ต่อสู้ได้ ส่วนเข่าฝึกให้โยนได้ทั้งซ้ายและขวาและศอกเป็นอาวุธสั้นที่ใช้ในระยะประชิดตัวที่ทรงอนุภาพมาก ศอกใช้ตีและถอง
เกี่ยวกับท่ารำมวยโดยทั่วๆไปนั้น มี ท่าย่างสามขุม และ ท่าพรหมสี่หน้า ครูมวยจะกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ได้ฝึกหัด ท่ารำมวย ให้คล่องแคล่วเสียก่อน จึงจะค่อยฝึก ท่าลูกไม้และแม่ไม้สำคัญ เป็นประการต่อไป ท่ารำมวย ย่างสามขุม นอกจากจะเป็นท่ารำมวย อันเป็นต้นแบบของตำรามวยไทยสายโคราชแล้ว ยังเป็น วิชาท่าเท้าแม่บทที่สำคัญ จะทำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวไปมาโดยสัมพันธ์กับร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ผู้ฝึกเมื่อทำได้จนเกิดความชำนาญแล้ว จะสามารถใช้อาวุธเช่นหมัด เท้า เข่า ศอก ฯลฯ ได้ทั้งทางซ้ายและทางขวา การเข้า ออก ของทางมวยโคราชนั้นจะเข้าออกในลักษณะฉากซ้าย และฉากขวา
การฝึกมวยไทยตำหรับโคราช มีแนวการฝึกอยู่ 3 ขั้นตอน รวมทั้งสิ้น 47 ท่า ด้วยกัน คือ
1.ฝึกท่าการใช้อาวุธเบื้องต้น ได้แก่
ก. ท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ประกอบด้วย
1.ท่าต่อยตรงอยู่กับที่
2.ท่าต่อยเหวี่ยงอยู่กับที่
3.ท่าต่อยขึ้นอยู่กับที่
4.ท่าต่อยด้วยศอกอยู่กับที่
5.ท่าถองลงอยู่กับที่
ข. ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ประกอบด้วย
1.ท่าต่อยตรงสลับกันเคลื่อนที่
2.ท่าเตะเหวี่ยงกลับด้วยศอกเคลื่อนที่
3.ท่าต่อยด้วยศอกและเข่าเคลื่อนที่
4.ท่าเตะสลับกันเคลื่อนที่
5.ท่าเตะแล้วต่อยตามพลิกตัวไปกัน
2. ฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า จะต้องใช้การฝึกร่วมกับคู่ซ้อม โดยผลัดเปลี่ยนกันรุก และผลัดเปลี่ยนการตั้งรับ ประกอบด้วย
1.ท่ารับต่อยตรงด้วยการใช้เท้าถีบรับ
2.ท่ารับต่อยเหวี่ยงใช้หมัดตรงตอบรับ
3.ท่าต่อยเหวี่ยงแล้วเตะตามใช้หมัดตรงชกแก้
4.ท่ารับลูกเตะ
5.ท่าเตะแลกเปลี่ยนอยู่กับที่
6.ท่าเตะฝากหนึ่ง
7.ท่าเตะฝากสอง
8.ท่ารับลูกเตะฝากหนึ่ง
9.ท่าเตะปัด
10.ท่าทัดมาลาแก้ลูกเตะสูง
11.ท่าลูกตอแหล
3. ฝึกท่าแม่ไม้สำคัญ ได้แก่
ก. ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า ประกอบด้วย
ท่าที่ 1 ชักหมัดมา เตะตีนหน้าพร้อมหมัดชัก
ท่าที่ 2 ชักปิดปกด้วยศอก
ท่าที่ 3 ชกห้ามไหล่
ท่าที่ 4 เมื่อเข้าให้ชกนอกเมื่อออกให้ชกใน
ท่าที่ 5 ชกช้างประสานงา
ข. ท่าแม่ไม้สำคัญแบบโบราณ 21 ท่า ประกอบด้วย
ท่าที่ 1 ทัดมาลา
ท่าที่ 2 กาฉีกรัง
ท่าที่ 3 หนุมานถวายแหวน
ท่าที่ 4 ล้มพลอยอาย
ท่าที่ 5 ลิงชิงลูกไม้
ท่าที่ 6 กุมกัณฑ์หักหอก
ท่าที่ 7 ฤๅษีมุดสระ
ท่าที่ 8 ทศกัณฑ์โศก
ท่าที่ 9 ตะเพียนแฝงตอ
ท่าที่ 10 นกคุ้มเข้ารัง
ท่าที่ 11 คชสารกวาดหญ้า
ท่าที่ 12 หักหลักเพ็ชร
ท่าที่ 13 คชสารแทงโรง
ท่าที่ 14 หนุมานแหวกฟอง
ท่าที่ 15 ลิงพลิ้ว
ท่าที่ 16 กาลอดบ่วง
ท่าที่ 17 หนุมานแบกพระ
ท่าที่ 18 หนูไต่ราว
ท่าที่ 19 ตลบนก
ท่าที่ 20 หนุมานถอนตอ
ท่าที่ 21 โกหก
รายชื่อครูมวยไทยโคราชในสมัยรัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 6
1.พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
2.พระเหมสมาหาร
3.พระยากำแหงสงคราม (จัน ณ ราชสีมา)
4.หมื่นชงัดเชิงชก (นายแดง ไทยประเสริฐ)
5.นายยัง หาญทะเล
( ผู้ได้รับการฝึกสอนท่าหนุมานแหวกม่านและหนุมานถวายแหวนในการชกกับ นายจี้ฉ่าง นักมวยจีน )
6.นายทับ จำเกาะ( มีสมญานามด้านการเตะหนักว่า หมัดนายจีน ตีนนายทับ)
7.นายตู้ ไทยประเสริฐ
8.ร.ท. บัว นิลอาชา (วัดอิ่ม)
9.นายผวน กาญจนากาศ
10.นายสุข ปราสาทหินพิมาย
11.นายวิหค เทียมกำแหง
12.นายประยุทธ อุดมศักดิ์
คัดลอกจากบันทึก นายเช้า วาทโยธา ( MR.CHAO WATHYOTHA )
นักศึกษาปริญญาเอกสาขามวยไทยศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี