สวัสดีครับ สำหรับบันทึกเรื่องที่ 2
วันนี้ผมมีโอกาสได้นำเสนอ case report ซึ่งถ้าทุกท่านได้ติดตามเมื่อบันทึกที่ผ่านมา จะทราบว่าผมเลือก case “Pierre Robin Syndrome “ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักสามารถเข้าไปอ่านในบันทึกที่แล้วของผมได้จาก link นี้นะครับ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/471311 ซึ่งสำหรับ case นี้เป็น case ที่ผมเจอตอนมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลศิริราชครับ
น้องเป็นเพศชาย อายุ 10 เดือน แพทย์วินิจฉัยเป็น Pierre Robin Syndrome ร่วมกับปัญหาพัฒนาการล้าช้าครับ ปัญหาสำหรับน้องมีดังนี้ครับ
1. ปัญหาความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ
2. ปัญหากล้ามเนื้อหลังที่ช่วยในการทรงตัวอ่อนแรง
3. ปัญหาในเรื่องการทรงตัวในท่านั่ง เด็กไม่สามารถนั่งทรงตัวได้เอง
4. ปัญหาพัฒนาในการการกลืน-กิน ช้ากว่าวัย
ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวตรงกับในปนทึกของโรค Pierre Robin Syndrome ที่ผมเคยโพสต์ไปนะครับ สำหรับกิจกรรมการรักษาที่ให้นั้นผมเน้นการใช้ กรอบอ้างอิงประสาทพัฒนาการ
( Neurodevelopmental FoR) ร่วมกับ กรอบอ้างอิงชีวกลไก (Biomechanical FoR) ในปัญหาข้อ 1-3 เช่น การใช้หลักการ sensory stimulation ในการเพิ่มความตึงตัว และใช้การออกกำลังกายช่วยในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ในส่วนของปัญหาข้อ 4 นั้นผมขออธิบายอย่างละเอียดนะครับ เนื่องจากผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับปัญหาพัฒนาในการการกลืน-กิน ช้ากว่าวัย ที่พบในน้องนั้นมีดังนี้ครับ
- ปัญหาการปิดปากไม่สนิท ( Fair lip seal ) ใช้การนวดกล้ามเนื้อรอบปาก (Quick stretching of orbicularis oris muscle) ร่วมกับการใช้ Vibrator นวดรอบปาก
- ปัญหาที่เด็กไม่มีการเคลื่อไหวลิ้นในทิศทางด้านข้าง ใช้ไม้พันสำลี (swab) ในการนวดลิ้นไปทางด้านข้าง , ใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำส้ม แล้วไปแตะบริเวณกระพุ่งแก้มด้านใน หรือมุมปาก เพื่อกระตุ้นในเด็กมีการเคลื่อนไหวลิ้นในแนวด้านข้าง
- ปัญหาพัฒนาการในด้านการเคี้ยว เด็กยังไม่มีรูปแบบการเคีเยว ยังเป็นการดูด ในกรณีนี้ใช้การนวดกล้ามเนื้อรอบปาก , ให้เด็กฝึกเคี้ยวอาหารเหลว ( pureed ) , ใช้การนวด Lalyngeal Mannipulation
สำหรับการนำเสนอในครั้งนี้ อ.ดร.ป๊อป ให้นักศึกษาหา Evidence-base มาสนับสนุนด้วยซึ่งผมได้ใช้เรื่องที่เคยโพสต์ไว้ในบันครั้งที่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ 2 นั้นผมใช้เรื่อง Pharyngeal swallowing rhythm in response to oral sensorimotor programs in preterm infants ซึ่งจากงานวิจัยที่ได้ศึกษานั้น มีการกล่าวถึงการทำ Oral Stimulation ร่วมกับการทำ Oral Support
เมื่อกล่าวถึง Oral Stimulation หลายท่านอาจจะเคยได้ยินนะครับ ซึ่งก็คือเทคนิคทที่ผมใช้ในการนวด หรือใช้เครื่อง Vibrator กระตุ้นกล้ามเนื้อต่างๆที่ใช้ในการดูด-กลืน แต่สำหรับ Oral Support จะเป็นการที่เรายึดขากรรไกรของเด็กค้างไว้ขณะเด็กดูดนม เพื่อช่วยในการปิดปาด กระตุ้นการกลืม และมีการหยุดให้เด็กพักหายใจโดยการใช้นิ้วดึงมุมปากเพื่อให้เด็กหยุดดูด คร่าวๆประมาณนี้นะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะมาลงอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ
หวังว่าข้อมูลในบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านนะครับ และที่ขาดไม่ได้ผมขอขอบคุณอ.ตัวน้อยๆ นั่นคือ case study ของผมและครอบครัวของน้อง ขอขอบคุรอ.CI ที่ศิริราช พี่แมว พี่ไก่ และพี่เอกนะครับ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้านะครับ
ปล. แล้วผมจะมาลง Pierre Robin Syndrome season 2 เพิ่มนะครับ ตามสัญญา
เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ขอบคุณที่เอามานำเสนอค่ะ วิธีการต่างๆที่นำมาใช้เป็นหลักการทางกิจกรรมบำบัดที่ดี แต่ดิฉันอยากรู้ว่าพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูจะมีส่วนช่วยหรือมีบทบาทอย่างไรบ้างที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของน้อง ???
ยินดีดีด้วยที่มีกัลยาณมิตรสนใจและถามประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ บทบาทของผู้ดูแลเด็ก ลองตอบดูซิครับ
เป็นเคสที่น่าสนใจค่ะ โอกาสพบได้น้อยมาก รู้สึกดีที่เพื่อนแชร์ความรู้และประสบการณ์ตัวเองให้เพื่อนๆและคนอื่นๆได้ฟัง
ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ
สำหรับคำถามของคุณเต่าทองที่ถามมานะครับ
บทบาทของผู้เลี้ยงดูนั้นสำคัญมากครับ เพราะผู้เลี้ยงดูจะอยู่กับเด็กตลอดเวลา
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดควรมีบทบาทในการให้ความรู้และสอนทักษะในการฝึกเด็กที่บ้านสำหรับผู้ปกครอง (Home program) ที่สอดคล้องกับการฝึกที่คลินิก เพื่อผลดีต่อการรักษา และต้องไม่ลืมในการ Psycho3support ผู้ปกครองด้วยนะครับ เพราะความเข้าใจต้องมาคู่กับกำลังใจครับ เพื่อที่ผู้ปกครองจะได้ดูแลเด็กได้อย่างดีที่สุด
ผมขอยกตัวอย่างประสบการณ์การฝึกงานที่โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย
ที่นั้นในกรณีผู้รับบริการเด็ก จะมีสมุด 1 เล่มผมไม่แน่ใจว่าชื่ออะไรนะครับ
โดยในสมุดนั้นจะเป็นการบันทึกร่วมกันระหว่างนักกิจกรรมบำบัดกับผู้ปกครอง
เช่น การฝึกในวันนี้ของเด็กเป็นอย่างไร , พัฒนาที่พบในการฝึก , การกำหนด Home program เพื่อให้ผู้ปกครองได้อ่าน และผู้ปกครองก็ต้องบันทึก ว่าได้ฝึกเด็กอะไรบ้างขณะอยู่ที่บ้าน , พัฒนาการที่เห็นที่บ้าน , ความผิดปกติต่างๆที่พบที่บ้าน เพื่อใช้สื่อสารกันระหว่างนักกิจกรรมบำบัด กับตัวผู้ปกครอง ซึ่งผมมองว่าเป็นเครื่องมือที่ดีนะครับ เพราะ เป็นการได้บันทึกป้องกันการลืมทั้งของนักกิจกรรมบำบัดเอง และผู้ปกครอง , ใช้สำหรับดูความก้าวหน้าด้านต่างๆในการรักษา
หวังว่าคำตอบจะถูกใจคุณเต่าทองนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามครับ