สำหรับคนบางคน การค้ากำไรเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์  ยิ่งค้ากับการศึกษา คนอาจรู้สึกรับได้ยาก   ดังบทความ Higher Education : To Profit Or Not To Profitนี้   ซึ่งเป็นเรื่องของประเทศศรีลังกา และโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๐ ก.ค. ๕๔
          เขาชี้ให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษา มี ๓ กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ (๑) Non-profit public or private,  (๒) Not-for-profit public or private  และ (๓) Private for-profit
          บทความไม่ได้ให้นิยามเพื่อบอกความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่มแรกกับกลุ่มที่ ๒   แต่ผมเดาเอาเองว่ากลุ่มแรกมีผู้ให้งบประมาณ ซึ่งอาจมาจากรัฐหรือจากหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐ เช่นศาสนา   เป็นมหา วิทยาลัยที่มีผู้เลี้ยงดู   ส่วนแบบที่ ๒ ต้องเลี้ยงตัวเอง   แต่ไม่ต้องเอากำไรไป แบ่งให้ใคร 
          เขาเอาตัวเลขมาให้ดูว่าในสหรัฐอเมริกา ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยเอกชนค้ากำไร แพงกว่าของมหาวิทยาลัยของรัฐเท่าตัว    และเงินเดือนอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเอกชนค้ากำไรก็สูงลิ่ว   บางแห่งสูงกว่าปีละ ๒๐๐ ล้านบาท   ในขณะที่เงินเดือนของอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี ๒๕๔๗ เป็นเงินประมาณปีละ ๑๘ ล้านบาท
          ผู้เขียนบทความแสดงเหตุผลว่าอุดมศึกษาไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อผลกำไร   อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าสู่อาชีพนี้เพราะรักที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน (altruism)
          ใน เว็บ ของบทความดังกล่าว มีคน (ศรีลังกา) เข้ามาให้ความเห็นว่า ปล่อยให้มีมหาวิทยาลัยทั้ง ๓ แบบ   ให้แข่งขันกันเองจะไม่ดีกว่าหรือ
          หนังสือ Change.edu : Rebooting for the new talent economy อธิบายข้อโต้แย้งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นบริษัทค้ากำไรว่า ต้องดูที่ ประโยชน์ในภาพรวมต่อสังคมเป็นหลัก   เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่ามหา วิทยาลัยประเภทใด ต่างก็ใช้ทรัพยากรของสังคมในการดำเนินการทั้งสิ้น  เพียงแต่ว่าทรัพยากรนั้นมาจากส่วนใดของสังคม   สิ่งชี้ขาดคือความคุ้มค่า ของผลที่เกิดขึ้น 
          ข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนัก (ในสายตาของผม) ต่อมหาวิทยาลัยเอกชน ค้ากำไร คือ เขาจัดการเรียนการสอนแบบ online learning   ที่มีเป้าหมาย ชัดเจนว่า จะเกิดทักษะหรือขีดความสามารถอะไร เพื่อไปประกอบอาชีพ อะไร   ไม่ใช่การเรียนเพื่อประเทืองปัญญากว้างๆ   อาจเรียกว่าเป็นการ เรียนเพื่อประกอบอาชีพ ก็น่าจะได้  
          ตามหนังสือ Change.edu มหาวิทยาลัยเอกชนค้ากำไร จัดการเรียน การสอนเพื่อลูกค้ากลุ่มที่จำเพาะมาก คือกลุ่มทำงานแล้ว อายุมากแล้ว   ภารกิจในชีวิตเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแบบที่ ๑ และ ๒ ได้   online learning จึงเป็นทางเลือก และยินดีเลือกแม้จะจ่ายค่า เล่าเรียนสูง    เพราะคำนวณแล้วคุ้มกับรายได้ที่สูงขึ้นหลังจบการศึกษา
          มหาวิทยาลัยประเภทที่ ๓ จึงต้องพิสูจน์ตนเองต่อ “ลูกค้า” ว่าเป็นบริการที่มีคุณภาพและคุ้มค่าต่อลูกค้าหรือนักศึกษา   มหาวิทยาลัย ประเภทนี้อยู่รอดเพราะความสามารถในการพิสูจน์คุณค่าต่อนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ “ซื้อ” บริการ
          ผมจึงคิดใหม่ว่า ข้อถกเถียงตามในบทความที่ผมอ้างถึง เป็นการเถียง ผิดประเด็น เพราะหลงเอาตัวเองคือมหาวิทยาลัยเป็นจุดศูนย์กลาง   ที่ถูก ต้องต้องเอาผู้เรียนและสังคมเป็นจุดศูนย์กลาง  จากมุมมองเช่นนี้ การมองแบบ online universityน่าจะเหมาะสมกว่า   คือเรียนแบบ online   เรียนเวลา ไหนก็ได้ตามความสะดวกของผู้เรียน   และผู้เรียนได้ทักษะ (competency) ตามที่ต้องการ
          นี่คือวิธีมองอุดมศึกษาตามยุคสมัยของวิธีการถ่ายทอดความรู้สมัยใหม่   ที่พลังของ ICT ช่วยให้สามารถเรียนรู้ให้เกิดทักษะที่ต้องการได้    โดยที่ ICT สมัยใหม่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบ interactive (ไม่ใช่ one-way) ได้
          อุดมศึกษากับการค้ากำไรไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะเป็นการมองเน้น ที่สถาบันอุดมศึกษา    ประเด็นหลักควรอยู่ที่คุณค่าต่อสังคม   สถาบันอุดม ศึกษาต้องมีคุณค่าต่อสังคม สูงกว่าทรัพยากรที่สังคมจ่ายสนับสนุน (give > take)   ในกรณีของสถาบันอุดมศึกษา online เพื่อการประกอบอาชีพ   ต้องประเมินคุณค่าที่ผลต่อการยกระดับอาชีพและความเป็นอยู่ของผู้เรียนเป็นหลัก
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ธ.ค. ๕๔