มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง มัยอีลอยด์ ตรวจพบเร็ว รีบรักษา ลดความเสี่ยง เมื่อตรวจพบความผิดปกติของเม็ดเลือด อย่าชะล่าใจ อาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ ได้โดยไม่รู้ตัว ศ.พญ. แสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง แบบมัยอีลอยด์ อธิบายลักษณะของโรคให้ฟังว่า โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ หรือซีเอ็มแอล (Chronic myeloid lcukemia:CML) เป็นโรคที่มีความผิดปกติของโครโมโซมที่เรียกว่า ฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเกิดจากการแลกเปลี่ยนบางส่วนกันระหว่างแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9 และคู่ที่ 22 ทำให้เกิดโปรตีนที่ชื่อว่า BCR-Abl ไปกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และสร้างสารขึ้นมาที่เชื่อกันว่าทำให้เกิดโรคนี้ โรคนี้มีผู้ป่วยเพิ่มมากเรื่อยๆ โดยจะพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 15-50 ปี ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ พบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี แต่ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 36-45 ปี ซึ่งเป็นโรคที่พบในเพศชายมากกว่าหญิงในอัตรา 1.7 ต่อประชากร 100,000 คน โดยในประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วย 1-2 คน ต่อแสนประชากร โรคซีเอ็มแอลเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด พบเพียงความปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น ที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว คือ สารกัมมันตรังสี โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ได้รับสารอะตอมมิกบอม มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังสูงกว่าคนปกติถึง 4- 5 เท่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ มักไม่มีอาการ จึงไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคนี้ แต่ในในบางรายจะแสดงอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำหนักลด อึดอัดแน่นท้อง คลำพบก้อนที่ชายโครงซ้าย โดยผู้ป่วยมักจะพบโรคโดยบังเอิญ จากการตรวจร่างกายทั่วไปหรือ การตรวจร่างกายประจำปี โดยจะพบอาการม้ามโต มีจำนวนเม็ดเลือด สูงกว่าปกติ โดยจะพบเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยซีเอ็มแอล 500,000-800,000 ลบ.ซม. โดยคนปกติจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 5,000-10,000 ลบ.ซม. รวมทั้ง พบตัวอ่อนเม็ดเลือดขาวปนมาในเลือด ศ.พญ. แสงสุรีย์ จูฑา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคนี้มีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน คือ ระยะเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระยะนี้เมื่อมาพบแพทย์ครั้งแรก และเมื่อได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยมักเข้าสู่ระยะที่โรคสงบ ตับม้ามมักจะยุบหมด เม็ดเลือดกลับปกติ แต่ยังต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอยู่ ต่อมาเป็นระยะลุกลาม เมื่อรักษาไปสักระยะหนึ่ง ผู้ป่วยบางคนเข้าสู่ระยะลุกลาม เริ่มไม่ได้ผลจากการรักษา มีอาการซีด อาจต้องให้เลือด หรือส่วนประกอบของเลือด บางรายเกล็ดเลือดต่ำ ถ้าต่ำมากก็อาจทำให้มีจุดเลือดออกตามตัว หรือเลือดออกตามไรฟันได้ รวมทั้งมีเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น ม้ามเริ่มโตขึ้น ทำให้แน่นท้องมากขึ้น ระยะเฉียบพลัน เป็นระยะสุดท้ายของโรคนี้ มีอาการคล้าย ๆ กับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน คือมีไข้ ตัวซีดมาก เพลีย มีอาการเลือดออกง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัว หรือแขนขา มีเลือดออกตามไรฟัน การรักษาในระยะนี้ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้ผล ด้านการวินิจฉัย ทำได้โดยการตรวจหาค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดที่เรียกว่า ซีบีซี ( com-plete blood count:CBC )เพื่อตรวจดูจำนวนเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด รวมทั้งการตรวจไขกระดูก เพื่อดูว่ามีโครโมโซมที่ผิดปกติ ที่เรียกว่าฟิลาเดลเฟียโครโมโซมอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็ชัดเจนว่าเป็นโรคนี้แน่นอน สำหรับแนวทางการรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังมีหลายวิธี การใช้ยาทานในปัจจุบันมีหลายตัวยาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังโดยยาที่เป็นที่ยอมรับซึ่งเป็นยามาตรฐานในการรักษาสมัยใหม่คือ ยาอิมมาตินิบ โดยทานวันละ 1 เม็ด ขนาด 400 มิลลิกรัม ซึ่งมีผลการรักษาคลินิกเป็นเวลา 8 ปี พบว่ามีอัตรารอดชีวิตถึง 85 % แต่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้โรคกลับมาใหม่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องห้าม รับประทานผลไม้จำพวก ส้ม มะเฟือง และทับทิม เพราะผลไม้ ทั้ง 3 ชนิดนี้จะไปทำปฎิกิริยากับยาทำให้ผลของยาเปลี่ยนไป หากผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้องรังดื้อยาหรือไม่สามารถทนต่อการรักษาด้วยยาอิมมาตินิบได้ ยังมียาอีกชนิดหนึ่งมีประสิทธิภาพสูง และมีความเฉพาะเจาะจงในการรักษามากกว่า คือ ยานิโลตินิบ ส่วนวิธีการรักษาอื่น ๆ มีหลายวิธี เช่น การรักษาโดยการใช้ยา เคมีบำบัด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ใช้กันมานานแต่หากใช้ยาเกินขนนาด อาจมีการกดไขกระดูก และอาจมีพังผืดที่ปอด และมีผิวหนังสีคล้ำลงซึ่งการใช้ ยาเคมีบำบัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และจำนวนเม็ดเลือกขาวลดลง แต่โรคไม่หายขาด และระยะหลังโรคจะเปลี่ยนเป็นระยะเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาโดย การปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นการรักษาวิธีเดียวที่สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายขาดได้ โดยจะต้องรอการบริจาค จากพี่น้องท้องเดียวกันเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดการต่อต้าน แต่มีข้อจำกัดที่จะต้องหาผู้บริจาคเซลล์ไขกระดูก ที่มีเอช แอล เอ ตรงกับผู้ป่วย และอายุผู้ป่วยไม่เกิน 55 ปี ซึ่งมีโอกาสที่ มี เอช แอล เอ เหมือนกัน 25 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากการผ่าตัดมักมีอาการแทรกซ้อนได้ง่าย การปลูกถ่ายไขกระดูก โดยการทำการปลูกถ่ายไขกระดูกภายใน 1 ปีแรก หลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จะได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีอายุมากจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการรักษาวิธีนี้ค่อนข้างสูงจากข้อจำกัดนี้ทำให้มีเพียงร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเท่านั้น ที่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อย่าท้อแท้ใจ เพราะขณะนี้มียาดี ๆ ที่รักษาให้โรคสงบได้ สิ่งสำคัญคือปฏิบัติตัวตามที่หมอแนะนำ ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์เดลินิวส์วาไรตี้ อาทิตย์สุขภาพ วันที่ 18 ธค.54 ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี
เพื่อนผมกำลังเป็นโรคนี้อยู่ เขาบอกทานยาได้เจ็ดปี ค่ายาเดือนละแสน จากนั้น...
สวัสดีค่ะพี่ดาที่คิดถึง
มาส่งความสุขด้วยปฏิทินชุด "รอยยิ้มของพ่อ" ค่ะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/471969
A Very Happy Christmas & A Happy New Year 2012
สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ดอกไม้และกำลังใจ
ที่มอบให้ บันทึก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มัยอีลอยด์
สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ดอกไม้และกำลังใจ
ที่มอบให้ บันทึก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มัยอีลอยด์