มายาคติ กับหนังสือเรียนภาษาไทย

 

มายาคติ ของภาพในหนังสือเรียน ภาษาไทย

จากการศึกษาข้อมูลภาพ แบบหนังเรียนภาษาไทย ของชั้นประถมศึกษา (เรื่อง มานีมานะ) จะพบว่า ภาพที่สะท้อน และพยายามสื่ออกมาให้เห็นคือ ภาพของเด็กที่สื่ออกมาแล้วดูมีความสุขกับการใช้ชีวิตในวัยเด็ก ภาพวิถีชีวิตที่คนในวัยเด็ก ที่มีภาพของความอุดมสมบูรณ์ และพยายามเสนอภาพของความเป็นไทยความเป็นไทย เช่นภาพของเรือนไทย การแต่งการของเด็กก็จะมี ภาพการนุ่งผ้าถุง การสวมหมวกแบบโบราณ และพยายามสื่ออกมาให้เห็นว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และการพยายามที่จะสร้างภาพให้เห็นว่า คนไทยนั้น แต่แต่อดีต มามีความอุดมสมบูรณ์ มีทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ โดยทรัพย์ในดิน คือ มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีข้าว มีบ้านเรือ และใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน  มีสินในน้ำคือ มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำท่าที่มีใช้ตลอดทั้งปี มีปลา  เป็นต้น  

อีกทั้ง ในหนังสือแบบเรียนภาษาไทย เรื่องนี้ ยังพยายามที่จะสื่อให้เห็นภาพ การมีวิถีชีวิตที่ของคนไทยที่คลุกคลี กับการเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น หมา  แมว นก ม้า เป็นต้น ซึ่งจากภาพดังกล่าว ก็ยายามจะสื่อให้เห็นความโอบอ้อมอารี ของเด็กในสมัยก่อน และพยายามที่จะทำให้เห็นภาพ ในบริบท นั้น ๆ ด้วย

ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎี ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ (Rolang Baethes) เรื่อง มายาคติ (Mythologies) โดยความหมายของ “มายาคติ คือ การสื่อความหายด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรมซึ่งถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้จนดูเสมือนว่าเป็นธรรมชาติ และมายาคตินั้น ทำงานด้วยการเข้าไปครอบงำความหมายเชิงผัสสะและประโยชน์ใช้สอยของสรรพสิ่ง แล้วทำให้มันสื่อความหมายใหม่อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายเชิงค่านิยมและอุดมการณ์”

หากนำมาวิเคราะห์ภาพ ของหนังสือแบบเรียนภาษาไทย ก็จะเห็นได้ว่า ภาพแบบเรียนดังกล่าวพยายามที่จะ สร้างกรอบความเชื่อทางวัฒนธรรม ว่า สังคมไทยเป็นสังคมแบบ พออยู่พอกิน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และพยายามที่จะสะท้อนภาพดังกล่าวเข้าไป และพยายามที่จะให้ซึบซับในเรื่องนี้ แต่หากมองภาพของสังคมไทยในอดีตนั้น แท้จริงแล้ว ยังมีอีกหลากหลาย เช่น ภาพของวิถีของชาเล ชาประมง วิถีของคนพื้นที่สูงเป็นต้น 

นอกจากนนี้แล้ว ภาพที่สะท้องออกมานั้น ยังพยายามที่จะครอบงำ ความคิด และพยายามที่จะทำให้มีกรอบคิด หรือชุดความรู้ของสังคมไทยในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งไม่แปลกเลยว่า ปัจจุบันทำไม คนไทยพยายามที่จะโหยหา “ความเป็นวิถีความพอเพียง พออยู่พอกิน” ปัจจัยหนึ่งอาจะมาจาก ภาพของสังคมไทย ที่เกิดจากการครอบงำ จากแบบเรียนนี้ก็เป็นได้ รวมถึงการ การแต่งกาย และวิถีชีวิตด้านอื่น ๆ ก็พยายามที่จะสื่อและทำให้เห็นภาพและวิถีในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดกรอบคิด ชุดความรู้ และวิถีการดำเนิน ให้เป็นไปตามภาพมาโนสำนึกดังกล่าว อีกทั้งเป็นกรอบคิดเดียวกับที่ แบบเรียนนั้นพยายามที่จะ ให้เราได้เรียน วิชาประวัติศาสตร์ ก็เพื่อที่จะทำให้เกิดภาพของกรอบคิด และ ชุดความรู้เรื่องความเป็นไทย ทั้งที่จริงแล้ว สังคมไทยนั้นมีอีกหลายกลุ่มเชื้อชาติ ศาสนา เป็นต่างวัฒนธรรม แต่ก็พยายามสื่ออกมาเฉพาะเรื่องของ ความเป็นชนเผ่าไทย เท่านั้นเอง จึงทำให้ แบบเรียนภาษาไทยและ แบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเรื่องการพยายามสร้าง “มายาคติ” ให้เกิดขึ้นโดยใช้แบบเรียนเป็น สื่อกลางที่ทำให้เกิดขึ้น และเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด