ข้อสังเกตบางประการใน “ภาษาคำเมือง” ตามหลักภาษาศาสตร์
จากการศึกษาอักขระ "ตัวเมือง" ในความรู้พื้นฐานอักษร"คำเมือง" หรือ "ตัวเมือง" เป็น "อักขระภาษาคำเมือง-ภาคเหนือตอนบน-ภาคพายัพ" ปัจจุบันอักขระ "ภาษาคำเมือง" ยังคงใช้กันอยู่ในวัดวาอารามในภาคเหนือตอนบน ๙ จังหวัดทุกวันนี้ (จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน และที่พิเศษ ๒ จังหวัด ก็คือ จังหวัดตาก(เฉพาะอำเภอตอนบนและตะวันตกรวมถึงอำเภอเมืองด้วย) อุตรติตถ์(บางส่วนเฉพาะอำเภอตอนบน และบางส่วนอำเภอเมือง เช่น อำเภอลับแล อำเภอท่าปลา อำเภอน้ำปาด อำเภอทองแสนขัน อำเภอบ้านโคกซึ่งจะมีภาษาลาวคือภาษาไทยภาคอีสานด้วย) นอกจากนี้ยังมีบางส่วนเล็กน้อยในจังหวัดสุโขทัย อำเภอศรีสัชนาลัย เป็นต้น
แต่ทุกวันนี้ในจังหวัดอุตรติตถ์ จังหวัดสุโขทัย ภาษาคำเมือง ถ้าไม่ใช่เขตตอนบนที่ติดต่อกับจังหวัดภาคเหนือตอนบนจริง ๆ ภาษาคำเมืองจะกร่อนไปมาก โดยเฉพาะในตัวเมือง จะมีการใช้ภาษาแบบที่เรียกว่า “พูดทับศัพท์” ทำให้ผู้ที่ไม่รู้หลักภาษาศาสตร์ ไม่ทราบที่มา หรือต้นตอของความหมายที่แท้จริง เหมือนเช่นที่ภาคอีสาน ในตัวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ก็เช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ในตัวเมืองของจังหวัดที่พูดภาษาคำเมืองกันจริง ๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ ก็จะมีการกร่อนกลายคำ โดยการพูดทับศัพท์ กันทั้งหมด จึงมีการรณรงค์กัน “พูดภาษาคำเมือง” กันให้ถูกต้องขึ้น โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่
ในกลุ่มสำเนียงภาษาคำเมือง ที่แยกกันชัดเจน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ
๑. สำเนียงเชียงใหม่ ใช้กันส่วนใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน (ชาวลำพูนพูดสำเนียงภาษาชาวยอง ชาวลื้อ ซึ่งเป็นสำเนียงชาวไตลื้อหรือไทยลื้อ) แม่ฮ่องสอน (ชาวแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่พูดสำเนียงภาษาชาวไต หรือไทยใหญ่)
๒. สำเนียงลำปาง ใช้กันส่วนใหญ่ในจังหวัดอื่นนอกจากข้อ ๑ คือ จังหวัดที่เหลือทั้งหมด ซึ่งสำเนียงจะออกสั้น ห้วนกว่าสำเนียงเชียงใหม่ โดยเฉพาะสำเนียง “ชาวแพร่” จะห้วนสั้น แข็ง ๆ กว่าที่อื่น เป็นต้น
เรื่องสำเนียงภาษาคำเมืองที่ออกมา ๒ สำเนียงเช่นนี้ โยงไปถึงการขับร้องเพลงซอ ค่าวซอ(ร้องขับกลอน) ด้วย ก็มี ๒ ประเภท คือ ซอปี่ จะมีทั้งซอปีสำเนียงเชียงใหม่และสำเนียงลำปาง และซอน่าน(ใช้ซึง) จะมีเฉพาะสำเนียงลำปาง(น่าน)
ในบันทึกใบลาน (จาร) มีคำโบราณเขียนไว้ ส่วนใหญ่มีหลักการ"ผันอักษร" แปลงไปตามภาค(ท้องถิ่นภาค) อาทิที่ใกล้เคียงกันก็คือ ภาคเหนือตอนบนหรือภาคพายัพในสมัย ร.๕ (ภาษาเหนือ หรือภาษาคำเมือง) นักอ่านใบลานโบราณ เช่น พระภิกษุ อาจารย์ หมอเมือง(แพทย์พื้นบ้านแผนโบราณ) หรือนักศึกษารุ่นใหม่ ต้องรู้จักการผันอักษร เพราะภาษาไทย แต่ละภาคมีพื้นฐาน และโครงสร้างทางภาษาเหมือนกัน (เหมือนกันยังกับแกะออกมาจากเบ้าพิมพ์เดียวกัน)
ในทางภาษาศาสตร์นั้น กลุ่มภาษาตระกูล "TAI" (กลุ่มไตหรือไท) หรือกลุ่มตระกูล "ไต-ไทย-ลาว" โดยมีภาษาไตหรือไทเป็นหลัก เป็นกลุ่มภาษาตระกูลคำโดดที่มีการขอบเขตพื้นที่ใช้กว้างขวางมากในภาคพื้นแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(อาคเนย์) ฉะนั้น จึงเป็นตระกูลภาษาที่ใหญ่ตระกูลหนึ่ง เพราะครอบคลุมบริเวณนี้เกือบทั้งหมด ไปจนถึง อัสสัม จีนตอนใต้ (อาจรวมถึงชาวจ้วงในจีน) พม่า เวียดนาม ลาว ตากใบนราธิวาส ไทรบุรี(อลอสตาร์) เป็นต้น ซึ่งในทางนักวิชาการตะวันตกจะทราบกันดี
สรุปพอสังเขปในการอ่านคัมภีร์ใบลานภาษาคำเมืองมีหลักในการอ่าน และการผันเสียง ภาษาพื้นเมือง "คำเมือง" ดังนี้ (เทียบ จากอักษรวรรคทั้ง ๕ และเศษวรรค เพราะ รากฐานพื้นฐานอักขรภาษาไทยทุกเหล่าภาค มาจากพื้นฐานภาษาบาลี-สันสกฤตทั้งหมด จากอักขรของอินเดีย มอญ และเขมร)
คำในภาษาบาลี จะต้องมีสะกดและตัวตามเสมอ โดยดูจากพยัญชนะบาลี มี 33 ตัว แบ่งออกเป็นวรรค
อักษรวรรคกะ ก ข ค ค(คอคน-ในภาษาคำเมืองยังคงมีตัวนี้อยู่) ง (อ่านออกเสียง ก๊ะ คะ กะ ก่ะ หง่ะ)
เสียง ก่ะ ในภาษากลางปกติ ก่ะ = กะ เป็นเสียงเอก แต่ผู้เขียนใส่วรรณยุกต์เอกอีกตัว เพราะ คนเมืองแท้ออกเสียงได้ ซึ่งไม่มีเสียงที่เทียบได้กับเสียงในภาษาไทยภาคกลาง มันอยู่กึ่ง ๆ ระหว่างเสียงวรรณยุกต์เอกกับโท แต่ไม่ใช่เสียงเอก และเสียงโท
เสียงหง่ะ ในภาษากลางปกติ หงะ เป็นเสียงเอก ก็ทำนองเดียวกับเสียง ก่ะ ดังกล่าวข้างต้น
อักษรวรรคจะ จ ฉ ช ฌ ญ (อ่านออกเสียง จ๊ะ ช๊ะ จ่ะ ชะ ยะ)
อักษรวรรคตะ ต ถ ธ ท น (อ่านออกเสียง ต๊ะ ถ๊ะ ทะ ต่ะ นะ)
อักษรวรรคฏะ(ตะใหญ่) ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ (อ่านออกเสียง ต๊ะ ถ๊ะ ทะ ต่ะ นะ) ออกเสียงเหมือนวรรคตะเล็ก
อักษรวรรค ปะ ป ผ พ ภ ม (อ่านออกเสียง ป๊ะ ผ่ะ ป่ะ พะ มะ)
อักษรเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ (อ่านออกเสียง ยงะ(นาสิก) ฮะ ละ วะ ซะ ฮ้ะ ละ อัง)
(หมายเหตุ การออกเสียง สำหรับคนที่ไม่ใช่คนเหนือ จะออกเสียงค่อนข้างยาก โดยเฉพาะ เสียงเอก เสียงโท และมีเสียงก้ำกึ่งกันระหว่างเสียงเอก-โท และ ที่ผู้เขียนพยายามเขียนคำอ่านเป็นภาษาไทยกลางไว้ข้างต้นอาจจะไม่ตรงนัก)
ทราบว่ามีการใช้ตัว ร เรือ ในภาษาคำเมือง เพื่อแยกเสียงระหว่างเสียง ฮนกฮูก กับเสียงรเรือ ออกจากกัน (เพราะในภาษาคำเมืองจริง ๆ ไม่มี รเรือ มีแต่ ลลิง หากจะมี รเรือ (ตัว ลออกเสียงรัวลิ้น) ก็ต้องมีอักษร ร คำเมืองขึ้นมาใช้
ซึ่งโดยปกติพื้นฐาน หากจะเทียบเสียงวรรณยุกต์กันง่าย ๆ ในการออกเสียงระหว่างภาษาไทยกลาง กับภาษา คำเมือง เสียงวรรณยุกต์ส่วนใหญ่ คือ จากเสียงวรรณยุกต์สามัญ จะเป็น เสียงวรรณยุกต์จัตวา คือเทียบได้ดังนี้
เสียงในภาษาไทยกลาง เสียงในภาษาคำเมือง
เสียงวรรณยุกต์สามัญ เช่น ปี ตี เสียงวรรณยุกต์จัตวา เช่น ปี๋ ตี๋
ส่วนเสียงวรรณยุกต์อื่น ๆ ไม่ค่อยแตกต่างกัน
(มีปัญหาเรื่องเสียงวรรณยุกต์นิดหนึ่ง เพราะภาษาคำเมือง ถ้ามิใช่สำเนียงเชียงใหม่ จะมีวรรณยุกต์ตัวหนึ่งที่ออกเสียงกึ่ง ๆ ระหว่าง เสียงเอก กับเสียงโท ซึ่งไม่มีในภาษาไทยภาคกลาง เช่น เดียวกับเสียง ยอนาสิก ข้อสังเกต บางคำเป็นเสียงวรรณยุกต์เอกอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนเน้นใส่วรรณยุกต์เอกเข้าไปอีกตัว เช่น คำอ่าน จะ=จ่ะ ตะ=ต่ะ ผะ=ผ่ะ ปะ=ป่ะ เพราะมันเป็นเสียงวรรณยุกต์กึ่ง ๆ เอกโท)
ส่วนแม่สะกด (ตัวสะกด) ก็เหมือนกันตามหลักภาษาไทยกลาง เพียงแต่มีตัวพิเศษบางตัว เช่น ตัวสระเอีย ตัวนา (เหมือนภาษาลาว เขมร ที่มีตัวเอีย)
ตัวสะกด ปกติถ้าเป็นแม่กน จะสะกดด้วย นหนู แต่ก็มักจะสะกดด้วยตัว รเรือ(ตัวฮในภาษาคำเมือง) ด้วย
ฉะนั้น จากการอ่านออกเสียงข้างต้น ก็พอจะทราบถึงการผันเสียงได้ เช่น หากจะมีการเขียนภาษาคำเมือง คำว่า ปลา พุทธ โรงเรียน ทหาร ก็จะเขียนอักขระคำเมืองตามตัวอักษรคำเมืองตามวรรคข้างต้น แต่เวลาอ่านออกเสียง ต้องอ่านออกเสียงตามเสียงที่ผู้เขียนได้ผันการออกเสียงไว้ข้างต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับ ผู้ที่ศึกษาอักขระ ใบลาน ปั๊ปสา (พับสา) โบราณ อันเป็นภูมิปัญญา (ผะยงา-เสียงออกนาสิก) ของบรรพบุรุษคน”เมือง” โบราณ
(การออกเสียง และ การพยายามถอดออกมาเป็นภาษาไทยภาคกลาง อนุโลมตามการผันอักษร จะทำให้เข้าใจง่าย เพราะ จะโยงไปถึงการอ่าน และ รากศัพท์ดั้งเดิมที่นำมาใช้ เช่น คำว่า
“ปี” ในการอ่านคำเมืองจะอ่านออกเสียงว่า ปี๋
“ตี” ในการอ่านคำเมืองจะอ่านออกเสียงว่า ตี๋
“พุทธ” ในการอ่านคำเมืองจะอ่านออกเสียงว่า ปุดทะ (ตัว พ ในภาษาไทยกลางออกเสียง= ป ในภาษาเหนือ, ตัว ธ คือ เสียง "ทะ" มิใช่เสียง "ต๊ะ" ซึ่งหมายตัว ต และมิใช่เสียง "ต่ะ" ซึ่งหมายถึงตัว ท)
“โรงเรียน” ในการอ่านคำเมืองจะอ่านออกเสียงว่า โฮงเฮียน
“ทหาร” ในการอ่านคำเมืองจะอ่านออกเสียงว่า ต่ะหาน เป็นต้น
ผู้เขียนไม่มีอักขระที่เป็นฟอนต์ภาษาคำเมือง จึงไม่สามารถนำมาลงได้ ปัจจุบันมีการพัฒนาฟอนต์อักษรภาษาคำเมืองแล้ว แต่ไม่แพร่หลาย คงใช้กันในวงการพระภิกษุสงฆ์ และวงวิชาการเท่านั้น
สรุป ในการเทียบอักษร และเสียงคำอ่าน เทียบได้ ๒ อย่าง คือ
๑. เทียบอักขระ ตามหลักของภาษาบาลี ตัวต่อตัว ซึ่งจะมีการออกเสียงในตัวอักขระที่ไม่เหมือนกัน
๒. เทียบเสียงวรรณยุกต์ จากภาษาไทยกลางเสียงวรรณยุกต์สามัญ เป็นภาษาคำเมืองเสียงวรรณยุกต์จัตวา (ทั้งหมด)
หมายเหตุ ตามหลักภาษาศาสตร์ (Linguistics) ที่ผู้เขียนอธิบายอาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชา แต่ผู้เขียน ได้เขียนจากประสบการณ์ การรับรู้ในฐานะที่เป็นคนเหนือหรือคนเมือง(แท้)คนหนึ่ง ท่านผู้รู้ภาษาศาสตร์ “ภาษาคำเมืองติชม” วิจารณ์ ด้วย เพื่อเป็นวิทยาทาน
ลองเทียบดูใน
บุญช่วย มีจิต. "ภาษาถิ่นในภาษาไทย." 11 มิถุนายน 2554. [Online]. Available URL : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/443411
"ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตในภาษาไทย." ใน learners.in.th [Online]. Available URL :
http://www.palidict.com/content/ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตในภาษาไทย
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/776/179/original_8lanna-pic10.jpg
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/776/178/original_7lanna-pic09.jpg
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/776/177/original_6lanna-pic08.jpg
พยัญชนะตัวหนังสือล้านนา
มีอยู่ ๔๓ ตัว ด้วยกัน คือ
ก ข ค ต ฆ ง
จ ฉ ช ซ ฌ ญ
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
ต ถ ท ด ธ น
บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ
อ ฮ ยิ
สระลอย
มีอยู่ ๘ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
สระจม
มีอยู่ ๒๘ ตัว คือ ะ า ิ ี ึ ื ุ ู เ-ะ เ- แ-ะ แ- โ-ะ โ เ-าะ -อ เ-อะ เ-อ เ-ียะ เ-ีย เ-ือะ เ-ือ -ัวะ -ัว -ำ ไ- ไย เ-า
ที่มา : หอมรดกไทย
++++++++++++++
ตัวหนังสือไทยต่างๆ นอกราชอาณาจักรไทย
http://archaeologythai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=596:2011-08-25-03-54-11&catid=45:historythai&Itemid=131
http://www.isnhotnews.com/อุตรดิตถ์จัดงานสืบสานงานศิลป์ถิ่นลับแล-สายใยไท-ยวนเมืองอุตรดิตถ์/
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476099
นาย พรพจน์ (พี่หนาน) เรียงประพัฒน์
เจ้าของIT-Earn
สืบสานงานศิลป์ถิ่นลับแล
รากเหง้าทางวัฒนธรรมนับว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติไม่น้อย หากปล่อยปละละทิ้งเสียแล้ว สังคมย่อมสั่นคลอนไร้ระเบียบแบบแผนที่ดีงาม
๒๔/๐๑/๒๕๕๕