มะเร็งตับอ่อน
หลายๆคนอาจจะคุ้นหูกับ โรคมะเร็งตับ มากกว่า
แต่โรคมะเร็งตับอ่อน อาจจะยังไม่คุ้น
เพราะเป็นโรคที่อันตรายต่อสุขภาพมาก และที่สำคัญเป็น
"โรคมะเร็งตับอ่อนที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด" ดังนั้นการดูและป้องกัน
จึงค่อนข้างยากลำบาก ทางที่ดีเราควรที่จะเริ่มมาดูแลสุขภาพร่างกาย
เพื่อให้ห่างไกลโรคภัยต่างๆกันดีกว่าค่ะ ทำมาความรู้จักกับ
โรคมะเร็งตับอ่อน กันค่ะ
โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ของตับกลายเป็นเซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัว
และแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ
ปัจจัยเสี่ยงที่ได้เกิดเป็นโรคนี้เนื่องจากการดื่มสุรา
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
เป็นมะเร็งที่พบมากแต่ในเพศชายกว่าเพศหญิง
และเป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6
เดือน
มะเร็งเป็นโรคที่อยู่อันดับต้นๆของสุขภาพ
ที่ผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องมีภาวะที่เสี่ยงกับความตายเป็นจำนวนมาก
ที่มีข่าวการเสียชีวิตบุคคลระดับโลกอย่าง "สตีฟ
จ็อบส์" ผู้ก่อตั้งบริษัท
Apple ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ที่ก็ต้องพ่ายแพ้กับสุขภาพตัวเอง
เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดายในวัย 56 ปีด้วยโรค"มะเร็งตับอ่อน" ที่เค้าพยายามสู้ทนรักษาตัวมานานกว่า
8 ปี จนในที่สุด สุขภาพร่างกาย ทรุดแย่ลงเรื่อยๆ
จนไม่สามารถรักษาได้จึงจบชีวิตไปด้วยความโศกเศร้า

แหล่งที่มา http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=1833&sub_id=95&ref_main_id=2
สาเหตุ ของการเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้
1. การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการ
เกิดโรคมะเร็งของเซลล์ตับในคนไทย
2. โรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ
เกิดเนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นสาเหตุสำคัญร่วม
กับการรับประ ทานอาหารที่มี ดินประสิว (ไนเตรท)
และไนไตรท์ เช่น
ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก เบคอน
ฯลฯ
3. การดื่มสุราเป็นประจำและการเคี้ยวหมาก
4. สารพิษอัฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด
พบในอาหารประเภทถั่ว
ข้าวโพด พริกแห้ง
เป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ
ในประเทศจีนและอาฟริกา
5. ไวรัสตับอักเสบ ชนิดซี
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคมะเร็งตับ
ในประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และ
บางส่วนของประเทศไทย
อาการของโรคมะเร็งตับ
1. เริ่มต้นด้วยอาการเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก
2. อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำๆ
3. ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจคลำก้อนได้
4. ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตและบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง
การป้องกันของโรคมะเร็งตับ
1.ให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบ ชนิดบีในเด็กแรกเกิดทุกคน
2.ป้องกันและรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับ
3.ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ
4.กินอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ
5.รับประทานผัก ผลไม้สด เป็นประจำ
6.หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่ อาหารที่มีราขึ้น
อาหาร
ใส่ดินประสิว (ไนเตรท) และไนไตรท์ เช่นปลาร้า ปลาจ่อม
ปลาส้ม แหนม
ไส้กรอก เบคอน ฯลฯ อาหารหมักดอง เค็มจัด เผ็ดจัด
เนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง
ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ไม่รับประทานปลาดิบๆสุกๆ (เช่น
ปลาขาว
ปลาตะเพียน ปลาแม่สะแด้ง)
7.เลิกสูบบุหรี่
8.เลิกดื่มสุรา
9.เลิกเคี้ยวหมาก
10.ลดความเครียด
11.ออกกำลังกายเป็นประจำ
การรักษา
1. โดยการผ่าตัด
2. การฉีดยาเข้าก้อนมะเร็งโดยตรงในมะเร็งระยะเริ่มแรก
3. การฉีดยาเคมี หรือสารอุดตัน เข้าเส้นเลือด
แดงที่หล่อเลี้ยงก้อนมะเร็ง
4. การใช้ยาเคมีส่วนใหญ่รักษาเพื่อบรรเทาอาการ
5. การฉายแสงเพื่อบรรเทาอาการ
6. การผสมผสานวิธีการดังกล่าว
สิ่งผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์
1.ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือโรคตับแข็ง
2.เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ
3.เบื่ออาหาร โดยไม่มีสาเหตุ
4.แน่นท้อง ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นประจำ
5.อ่อนเพลีย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
6.มีไข้ต่ำๆ เป็นประจำ
7.ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา หรือคลำพบก้อนในช่องท้อง