โรคเบาหวาน(Diabetic) ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งผู้เป็นโรคเบาหวานอาจจะผลเสี่ยงจาก เรื่อง เบาหวานขึ้นตา ภาวะใตเสื่อม เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้โดยการปรับ อาหารการกิน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะครับ และยาที่เหมาะสม และควรมีการทานยาและฉีดยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคเบาหวานไม่ได้มีอันตรายมากนักถ้าผู้เป็นเบาหวานรู้จักเลือกรับประทานอาหาร รู้จักนับคาบคาร์โบไฮเดรทในแต่ละวันที่ร่างกายต้องการ และหมั่นตรวจเลือด DTX (ตรวจปลายนิ้ว วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังจากทานอาหารไปแล้ว 2 ถึง 3 ชั่วโมงเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด) และจะได้มี ค่า HbA1c ตามที่แพทย์ต้องการ
ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) คือส่วนประกอบของเม็ดเลือดที่ทำหน้าที่พาออกซิเจน เมื่อฮีโมโกลบินได้สัมผัสกับน้ำตาลในเลือดนานเข้าจะเกิดปฏิกิริยา glycation กลายเป็น glycated hemoglobin หรือ hemoglobin A1C หรือ HbA1C ยิ่งมีน้ำตาลในเลือดมาก ยิ่งมีระดับของ HbA1C มาก และเนื่องจากเม็ดเลือดมีอายุเฉลี่ยประมาณ 120 วัน หรือ ก็ประมาณ 3 เดือน ค่า %ของ HbA1c จึงสะท้อนถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือดตลอดช่วงประมาณ 4 - 12 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ค่อนข้างดี
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็น Diabetic Type II ซึ่งผมเป็นตั้งแต่ อายุ 4 ปี ณ ตอน นี้ อายุ 22 ปี แล้วครับ ฉีด Insulin เช้า 30 Unit เย็น 20 Unit ทุกวัน ผมก็อยู่กับโรคเบาหวานได้ดีอยู่ HbA1c บางครั้งที่ไปตรวจอาจจะ เกิดจาก 7% บ้างเล็กน้อย
การวินิจฉัยเบาหวานด้วยค่า HbA1C
แต่เดิมการวินิจฉัยเบาหวานอาศัยค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (ฺFBG หรือ FBS) โดยจุดตัดที่ใ้ช้วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานคือ FBS => 126 mg/dl
ต่อมาสมาคมเบาหวานอเมริกัน (ADA) ได้กำหนดให้ค่า HbA1C ที่ =< 6.5% เป็นเกณฑ์วินิจฉัยโรคเบาหวานด้วยอีกเกณฑ์หนึ่ง และแนะนำว่าคนป่วยโรคเบาหวานทั่วไปควรรักษาระดับ HbA1c ไว้ไม่ให้เกิน 7.0%
ซึ่งเขียนเป็นตารางแปลงค่าได้ดังนี้
|
HbA1c |
eAG (estimated Average Glucose) |
|
|
(%) |
(mmol/L) |
(mg/dL) |
|
5 |
5.4 (4.2–6.7) |
97 (76–120) |
|
6 |
7.0 (5.5–8.5) |
126 (100–152) |
|
7 |
8.6 (6.8–10.3) |
154 (123–185) |
|
8 |
10.2 (8.1–12.1) |
183 (147–217) |
|
9 |
11.8 (9.4–13.9) |
212 (170–249) |
|
10 |
13.4 (10.7–15.7) |
240 (193–282) |
|
11 |
14.9 (12.0–17.5) |
269 (217–314) |
|
12 |
16.5 (13.3–19.3) |
298 (240–347) |
ตารางวิธีอ้างถึงบทความนี้ = สันต์ ใจยอดศิลป์. การเทียบค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1C) กับค่าน้ำตาลในเลือด (FBS). Health.Co.Th Journal 2010:2:17-17
ที่มาของบทความ
http://health.co.th/Journal2/17-17_HbA1cInterchange.html
http://www.facebook.com/notes/drcarebear-samitivej/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2-type-2-diabetes/181556251877447
