พัดใบกะพ้อ หนึ่งในไทย หนึ่งในนครศรีธรรมราช
ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน พัดใบกะพ้อ
ประเภทของใบกะพ้อ
สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรม อุทยานแห่งชาติได้เขียนไว้ว่า ใบกะพ้อมี 2ประเภท คือใบกะพ้อแดง และใบกะพ้อเขียว ได้กล่าวถึงประเภทของใบกะพ้อทั้งสองไว้ว่า
กะพ้อแดง
ชื่อท้องถิ่น : พ้อพรุ ขวน (นราธิวาส) กูวาแมเราะ (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Licuala paludosa Gritt.
ชื่อวงค์ : Palmae
กะพ้อแดง เป็นพืชพวกปาล์ม แตกหน่อขึ้นรวมกันเป็นหมู่ใหญ่ในป่าพรุ ลำต้นสูง 3-5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ใบ เป็นใบประกอบรูปฝ่ามือเรียงเวียนสลับ แผ่นใบค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 100-150 เซนติเมตร สีเขียวมีใบย่อยมาก ก้านใบสีเหลืองส้มยาว 100-200 เซนติเมตร ขอบก้านมีหนามงอสั้นๆยาว 1-3 เซนติเมตร เรียงเป็นระเบียบจากใหญ่ไปหาเล็ก ช่อดอก เป็นช่อแยกแขนงกาบหุ้มช่อดอกรูปห่อ 3-5 กาบ ดอกสีขาวแก้มเขียว รังไข่แยกกัน 3 อัน ผล กลมสีแดงถึงดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร
กะพ้อเขียว
ชื่อท้องถิ่น : ขวน กะพ้อเขียว (นราธิวาส) กูวา (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Licuala spinosa Thunb.
ชื่อวงค์ : Palmae
กะพ้อเขียว ลักษณะคล้ายกะพ้อแดง ต่างกันที่ขึ้นตามที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ ลำธาร และชายขอบพรุ ด้านนอกก้านใบสีเขียวถึงเหลืองแกมเขียว หนามยาว 0.3-1 เซนติเมตร เรียงไม่เป็นระเบียบ ขนาดสั้นยาวเรียงปะปนกัน มีผลเดี่ยวในดอกเดียว (สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ, ม.ป.ป: 4-5)
นอกจากนี้สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 4 .มูลนิธิสารานุกรมไทย ยังได้กล่าวถึงประเภทของใบกะพ้ออีกหนึ่งชนิดคือ ใบกะพ้อขาว ได้กล่าวไว้ดังนี้
กะพ้อสี่สิบ
ชื่อพื้นเมือง พ้อพรุ ขวน
ในภาคใต้ มีพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่คู่กับภูมิปัญญาชาวบ้านมานานนับร้อยๆ ปี นั่นคือ กะพ้อสี่สิบ ด้วยคุณลักษณะที่มีลำต้นสูง มีความเหนี่ยวและยืดหยุ่น มีลำต้นผอมเหมาะที่จะนำมาทำเป็นด้านมีด จอบ เสียม
ต้น เป็น ปาล์ม ลำต้นเตี้ย เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 4-6 เซนติเมตร สูง 4-6 เมตร ลำต้นแตกหน่อเป็น
ใบ เป็นใบประกอบรูปฝ่ามือ กาบใบสีส้ม ขอบกาบใบ มี รกเป็นเส้นใยสี น้ำตาลดำหุ้มลำต้น และมีลิ้นใบสี น้ำตาลแดงยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ก้านใบสีเหลืองส้ม ยาว 1-3 เมตร ที่ขอบมีหนามสั้นๆ แผ่นใบสีเขียวค่อนข้างกลม ขนาด 1 x 1เมตร มีใบย่อย 8-12 ใบ จักเว้าลึกถึงสะดือ ใบย่อยตรงกลางใหญ่สุด ปลายแยกเป็น 2 ส่วนบนฐานเดียวกัน ปลายใบหยักเป็นซี่ส่วนของกาบใบ ก้านใบ แกนกลางใบและกาบหุ้มช่อ ดอก มีขนละเอียดสีน้ำตาลปกคลุม
ดอก ช่อดอก ออกบริเวณซอกกาบใบเป็นช่อแยกแขนง ยาว 1-2 เมตร มี 6-10 แขนง แต่ละแขนง มี 5-7 ช่อย่อย ฝัก/ผล ผลรูปไข่กลับ ขนาด 8-10 x 6-8 มิลลิเมตร มี 1 เมล็ด ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีแดง
(กะพ้อสี่สิบ .27 กรกฏาคม 2554 )ประเภทของใบกะพ้อจำแนกได้เป็น3ประเภท คือกะพ้อแดง กะพ้อเขียวและกะพ้อสี่สิบ ซึ่งเป็นพืชอยู่ในตระกูลเดียวกันคือ พืชตระกูลปาล์ม ลักษณะใบจะคล้ายๆกันคือมีลักษณะใบเรียว ยาว ลำต้นจะไม่สูงมากนัก
ลักษณะทั่วไปของต้นกะพ้อ
สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 4ได้กล่าวถึงลักษณะทั่วไปของต้นกะพ้อไว้ว่า
กะพ้อมีลำต้นโตราวเท่าแขน สูงเต็มที่ถึง 4 เมตร ใบแตกเป็นแฉกลึก กว้างประมาณ 30-90 ซม.
ด้านใบยาวเท่าๆส่วนกว้างของใบขอบก้าน กะพ้อมีอย่างน้อย 2 ชนิด คือ [ Licuala spinosa ] อยู่ริมทะเลและที่ซึ่งมีน้ำเค็มขึ้นถึง ต้นมักเป็นกอ ใบค่อนข้างเป็นรูปโตได้กลมแท้ และก้านใบปิด อีกอย่างหนึ่ง[ Licuala peltata ] อยู่ป่าดอนในที่ชุ่มชื้นและที่แฉะ ( สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 4 : มูลนิธิสารานุกรมไทย. 2529 : 96 )
นอกจากสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 4 แล้ว ไสว ระโหฐาน ยังได้กล่าวถึงลักษณะของต้นกะพ้อดังนี้
กะพ้อเป็นปาล์มพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปในบ้านเรา กะพ้อมีต้นเป็นกอสูงประมาณ 15-20 ฟุต ใบรูปใบพัด ก้านใบยาวเล็ก มีใบย่อยแยกออกจากกัน และแตกออกจากจุดเดียวกัน ที่ก้านใบแต่ละใบจะมีใบย่อยประมาณ 12-18 ใบ ตามใบย่อยมีรอยจีบ ปลายใบตัดใบย่อยยาวประมาณ 1 ฟุต และกว้าง 4-5 นิ้ว ใบสีเขียวเข้ม เมื่อเจริญเติบโตสักระยะหนึ่งจะเกิดหน่อออกมาตามบริเวณโคนต้นมากมาย กะพ้อเจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้งสามารถปลูกในสนามหญ้า เพื่อให้มันแตกกอเป็นพุ่มหรือจะทำเป็นสวนหย่อมก็ได้
( ไสว ระโหฐาน, ม.ป.ป. : 3)
และสำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ก็ได้กล่าวถึงลักษณะของต้นกะพ้อไว้ว่า
กะพ้อเป็นพืชในตระกูลปาล์ม ซึ่งในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 108 ชนิด กระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศอินเดีย จีนตอนใต้ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย ตลอดไปจนถึงบริเวณมีลานีเซีย ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย มีรายงานมาว่า การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ประมาณ 14 ชนิด ชิง,กะพ้อเขียว,กะพ้อแดง,กะพ้อสี่สิบ,ปาละและกะพ้อหนู ( สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19, ม.ป.ป. : 3 )
กะพ้อเป็นปาล์มพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปในบ้านเราเป็นพืชในตระกูลปาล์ม ซึ่งในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 108 ชนิด กะพ้อมีต้นเป็นกอสูงประมาณ 15-20 ฟุต ลักษณะของใบเป็นรูปพัด ก้านใบยาวเล็ก มีใบย่อยแตกออกจากกันและแตกออกจุดเดียวกันแตกเป็นกอ ที่ก้านใบแต่ละใบจะมีใบย่อยประมาณ 12-18 ใบ ตามใบย่อยมีรอยจีบ ปลายใบของตัวใบย่อยยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ใบมีสีเขียวเข้ม ต้นกะพ้อจะกระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ประเทศจีนตอนใต้ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย ตลอดไปจนถึงบริเวณมีลานีเซีย ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย และมีการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยประมาณ 14 ชนิดเช่น ชิง,กะพ้อเขียว,กะพ้อแดง,กะพ้อสี่สิบ,ปาละและกะพ้อหนู
ประโยชน์ที่ได้จากต้นกะพ้อ
สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 4 ได้กล่าวถึงประโยชน์ของต้นกะพ้อไว้ดังนี้
ต้นกะพ้อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การนำยอดอ่อนซึ่งยังไม่แตกแผ่ออกเป็นใบมาใช้ห่อทำขนมต้ม ยอดอ่อนนี้ชาวบ้านจะตัดเอาตั้งแต่ส่วนโคนทางมาทั้งยอดตากแดดให้พอแล่นมัน แล้วฉีกยอดแยกออกตามรอยแยกของใบซึ่งเป็นอยู่โดยธรรมชาติ แล้วแผ่แต่ละแฉกที่แยกออกเพื่อห่อทำขนมต้ม สำหรับใบแก่นำมามุงหลังคา หรือกั้นฝากกระท่อมได้ กะพ้อสามารถยังใช้เป็นอาหารได้โดยตัดเอาส่วนปลาย หรือส่วนยอดของลำต้นซึ่งเมื่อปอกกาบนอกออกจะได้เนื้อในนุ่ม ใช้จิ้มน้ำพริกได้ แต่ชาวบ้านเชื่อว่าถ้ากินสดๆจะ ”เสาะท้อง” คือย่อยยาก จึงนิยมนำมาต้มเป็นผักจิ้ม นอกจากนี้จะนำมาสับหรือหั่นเป็นฝอยสำหรับแกงเลียงและแกงกะทีก็ได้
(สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 4 .มูลนิธิสารานุกรมไทย .2529:96)
สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ ยังได้กล่าวนอกเหนือจากสารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 4 เกี่ยวกับประโยชน์ของต้นกะพ้อไว้ว่า
ลำต้น ใช้ทำเสาหลักชั่วคราว ใบใช้ทำหลังคาได้ ยอดอ่อนรับประทานได้ ใช้ห่อข้าวต้มมัดได้ รากกะพ้อแดงผสมยาอื่นอมเป็นยาแก้ปวดฟัน ต้มดื่มเป็นยาแก้เลือดพิการ จะดูของสตรีมาไม่ปกติ บำรุงเลือดและช่วยให้เจริญอาหาร ส่วนหัวกะพ้อที่ติดกับยอด นำมาตำพอกตรงขมับทั้ง 2 ใช้ผ้ามัดไม่ให้หลุดออกได้ แก้ปวดศีรษะ ปวดเรื้อรัง
(สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ, ม.ป.ป: 4-5)
นอกจากนี้ผลการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต จากประโยชน์ของต้นกะพ้อ ยังได้กล่าวไว้ว่า
ต้นกะพ้อ มีประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น การนำยอดของต้นกะพ้อไปใช้ในการทำขนมต้มในพิธีงานต่างๆ ส่วนใบแก่สามารถนำมากั้นเป็นหลังคา ยอดอ่อนนำมาประกอบอาหารได้ รากกะพ้อนำมารักษาโรคต่างๆ เช่น ช่วยบำรุงเลือด ยาแก้ปวดฟัน และใบอ่อนนำมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์เพื่อความสวยงาม เช่น พัด ดอกไม้ เครื่องแต่งกาย
(ประโยชน์จากต้นกะพ้อ .16 มิถุนายน 2554)
ต้นกะพ้อเป็นพืชที่สามารถใช้ได้เกือบทุกส่วน มีประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น การนำยอดของต้นกะพ้อไปใช้ในการทำขนมต้มในพิธีงานต่างๆ ส่วนใบแก่สามารถนำมากั้นเป็นหลังคา ยอดอ่อนนำมาประกอบอาหารได้ รากกะพ้อนำมารักษาโรคต่างๆ เช่น ช่วยบำรุงเลือด ยาแก้ปวดฟัน และใบอ่อนนำมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์เพื่อความสวยงาม เช่น พัด ดอกไม้ เครื่องแต่งกาย
การปลูกต้นกะพ้อ
สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กล่าวเกี่ยวกับการปลูกต้นกะพ้อไว้ดังนี้
การปลูกขยายพันธุ์กะพ้อนิยมใช้วิธีการเพาะเมล็ดและแยกหน่อ โดยกะพ้อสามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ชอบแสงแดดจัดและต้องการปริมาณน้ำพอสมควร ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี (สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, ม.ป.ป:3)
นอกจากนี้ผลการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต ยังได้พูดถึงวิธีการปลูกต้นกะพ้อ ไว้ คือ
การขยายพันธุ์ด้านกะพ้อมักจะใช้วิธีการแยกหน่อ ต้นกะพ้อสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและมีความชื้น ต้นกะพ้อจะทนทานต่อโรคได้ดี แต่ถ้าได้รับความร้อนมากจนเกินไปจะทำให้เป็นเชื้อรา ต้นกะพ้ออาจตายได้ (การดูแลรักษาต้นกะพ้อ, 16 มิถุนายน 2554)
ต้นกะพ้อเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด ต้องการปริมาณน้ำพอสมควร ดินที่ใช้ปลูกใช้ได้แทบทุกชนิด สามารถขึ้นได้แทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีในดินร่วน การให้ปุ๋ย จะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง การขยายพันธุ์จะใช้การเพาะเมล็ดและแยกหน่อ ต้นกะพ้อจะทนต่อแมลงและโรคได้ดี (ต้นกะพ้อ,16 มิถุนายน 2554)
ต้นกะพ้อเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ต้นกะพ้อสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและมีความชื้นสูง ดินที่ใช้ปลูกจะปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีในดินร่วน การปลูกต้นกะพ้อนิยมใช้วิธีการเพาะเมล็ดและแยกหน่อ การให้ปุ๋ยจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้งต้นกะพ้อจะทนต่อแมลงและโรคได้ดี
การผลิตพัดใบกะพ้อ
การผลิตพัดใบกะพ้อ จะมีกรรมวิธีที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ท้องถิ่นนั้นๆจะดัดแปลงนำไปปรับปรุงลวดลายความสวยงาม การผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์จากใบกะพ้อมีหลากหลายผลผลิต ใบกะพ้อสามารถนำมาประโยชน์ได้หลายอย่าง ในกลุ่มของข้าพเจ้าจะเสนอวิธีการผลิตพัดใบกะพ้อ มีดังนี้
ขั้นเตรียมวัสดุ
วัสดุที่ต้องเตรียมมี 2 อย่างคือใบกะพ้อสำหรับจัดสานและหวานหรือเชือกไนลอนสำหรับผูกด้าม
ใบกะพ้อ ที่ใช้ต้องเป็นยอดอ่อนในลักษณะเดียวกับใบกะพ้อที่ใช้แทงต้ม(ทำขนมต้มลูกโขน)โดยตัดมาทั้งยอดให้ติดก้านใบยาวอย่างน้อย 1 คืบ ชาวบ้านมิได้หาใบกะพ้อด้วยตนเอง แต่จะรับซื้อจากชาวบ้านในอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่ซื้อยอดกะพ้อมาแล้วก็นำมาเฉือนสันใบซึ่งเตรียมใบย่อยของทั้งยอดให้ติดเป็นใบใหญ่เดียวกันออก การเฉือนจะใช้มีดคมๆบางๆ เช่นมีดโกน เฉือนใบลึกราวครึ่งมิลลิเมตร วิธีเฉือนสันใบให้รวดเร็วและมีดไม่บาดมือก็โดยวางยอดใบกะพ้อให้หันก้านใบเข้าหาตัว ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบก้านใบไว้โดยให้สันใบอยู่ด้านบน จากนั้นใช้มีดเฉือนสันใบจากโคนก้านใบไปจนตลอดปลายยอด จากนั้นก็นำแต่ละยอดมาฉีกให้ใบย่อยแยกจากกัน ตัดใบย่อยตรงกลางซึ่งเรียกว่า “ดือ” ออก นับใบย่อยซีกซ้ายและซีกขาวของดือให้ได้จำนวนเท่ากัน เสร็จแล้วนำไปแขวนบนราวไม้ตากแดดไว้ 1 วัน ใบกะพ้อจะมีสีเขียวเหลือง แล้วนำไปลวกน้ำร้อนโดยจุ่มลงในถังน้ำร้อนขนาดใหญ่ซึ่งกำลังเดือดราว 1 นาที แล้วยกขึ้นนำไปแขวนบนราวตากแดดต่ออีก 3 วัน การลวกน้ำร้อนก็เพื่อให้ใบกะพ้อมีสีขาวนวลหลังจากตากแดดครั้งที่ 2 ถ้าไม่ลวกน้ำร้อนจะขาวช้าและใบกรอบง่าย หลังจากตากแดด 3 วันแล้วใช้จักสานได้เลย หรือจะเก็บใส่ลังกระดาษไว้ค่อยสานเมื่อมีเวลาว่างก็ได้ เพราะเมือลวกและตากแดดแล้วมันจะไม่เสีย สามารถเก็บใช้ได้นานหลายเดือน ปัจจุบันพัดที่ทำขึ้นมีการย้อมสีตอกบางตอก เพื่อใช้สักสานให้มีลวดลายงดงาม การย้อมสีตอกต้องทำก่อนสักสาน ตอกที่ใช้ย้อมสีก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากตอกซึ่งติดก้านใบทั้งก้านหรือทั้งยอด โดยฉีกออกแต่ละใบย่อย การย้อมจะใช้สีย้อมตอกแบบเดียวกับสีย้อมกระจูด โดยละลายสีในน้ำตามสัดส่วนที่กำหนดต้มจนน้ำเดือดเต็มที่แล้วจึงนำตอกซึ่งต้มและตากแดดแล้วลงย้อมโดยแช่ทิ้งไว้ราว 10 นาทีแล้วจึงยกตากลมให้สีแห้ง สำหรับสีที่ใช้กันอยู่มี 3 สีคือ แดง ม่วง และน้ำเงิน ตอกที่ย้อมสีแล้วนี่เก็บไว้ใช้ได้นานเช่นเดียวกัน
ส่วน หวาย หรือ เชือกไนลอน สำหรับผูกด้ามพัดนั้นก็ต้องเตรียมให้พร้อม ถ้าจะทำพัดด้ามหวายชาวบ้านจะใช้หวายชุมพรซึ่งซื้อจากตลาดนำมาตดเป็นท่อนยาวราว 1 คืบ ผ่าเป็นซีกเล็ก, ขนาดโตกว่าก้านไม้ขีดไปเล็กน้อยเหลาให้หัวท้ายเรียวหวายนี้จะใช้ทำเป็นห่วงสำหรับแขวนพัด และต้องเตรียมผ่าหวายทั้งลำออกเป็นเส้นเล็กๆบางๆสำหรับพันด้ามพัดด้วย ถ้าจะทำพัดด้ามไนลอนจะเตรียมซื้อเชือกไนลอนขนาดเส้นเล็กกว่าก้านไม้ขีดไปเล็กน้อยไว้เป็นท่อนๆ
ขั้นจักสาน
นำใบกะพ้อที่เตรียมไว้วางลงบนพื้น หันก้านใบเข้าหาตัวผู้ทำ ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบก้านใบกะพ้อให้กระชับ แผ่ใบกะพ้อออกเป็นตอกๆตอกเหล่านี้ทำเป็นตอกยืน ใช้ใบกะพ้อแต่ละใบย่อยที่ฉีกออกจากก้านใบแล้ววางซ้อนกัน 2 ตอกจำนวน 3 คู่ สานเข้ากับตอกยืนเป็นแบบลายขัดคือยก 1 ข่ม 1 แล้วดึงตอกขัดให้แน่นและให้ปลายทั้ง 2 ข้างของตอกขัดโค้งลงมาหาก้านใบ ดังนั้นดึงตอกยืนคู่ในสุดไขว้กัน ทำเป็นตอกขัด ขัดเข้ากับตอกยืนรอบนอกแบบลายขัด แล้วดึงตอกคู่ถัดออกมาขัดในลักษณะเช่นเดียวกันจนหมดตอกยืน จัดตอกที่ขัดให้ได้ระเบียบชิดแบบเป็นรูปกลมมนจากนั้นจับปลายตอกทุกตอกสอดขัดและรวบเข้าไว้ที่ก้านใบของกะพ้อ เป็นอันเสร็จขั้นการจักสาน
หมายเหตุ ในกรณีที่ต้องการทำพัดซึ่งย้อมสีตอกบางตอก วิธีการจักสานก็เหมือนกับทุกประการ เพียงแต่ว่าตอกที่ย้อมสีแล้วมาแทรกเข้าเป็นตอกยืนหรือตอกขัดตามแนวที่ต้องการเท่านั้น
ขั้นทำด้าม
ถ้าจะทำพัดด้ามมัดหวาย เมื่อจักสานเสร็จก็นำท่อนหวายสั้นๆที่เตรียมไว้มาดัดให้โค้งแล้วประกบคร่อมปลายก้านใบกะพ้อไว้ โดยให้ช่วงโค้งห่างจากปลายก้านใบราว 1 นิ้ว นำเชือกหวายมาพันทับหวายที่ประกบด้านใบโดยพันให้ตลอดก้านใบ ถ้าพันต้องให้แน่นและเรียบร้อยที่สุด ก็จะได้พัดด้ามหวายตามต้องการโดยมีช่วงโค้งห่างจากปลายก้านใบเป็นห่วงแขวนพัด ถ้าทำพัดด้ามมัดเชือกไนลอน ก็ใช้เชือกไนลอนพันทับก้านใบแทนเชือกหวาย แต่พัดชนิดหลังนี้จะไม่มีห่วงคล้องแขวน
ในด้านตลาด เดิมที่ชาวบ้านจะนำพัดออกไปเที่ยวเร่จำหน่ายเองตามท้องตลาด งานสวนสนุกและงานประเพณีต่างๆ โดยระยะแรกจำหน่ายอันละ 1-2 บาท แต่ในปัจจุบันชาวบ้านโคกยางไม่เที่ยวเร่ขายอีกแล้ว ทำหน้าที่ผลิตเพียงอย่างเดียวจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน หรือไม่ก็ส่งไปยังพ่อค้าทางไปรษณีย์ ซึ่งนับว่าการจัดการได้พัฒนาไปมาก ที่เป็นดังนี้ก็เพราะพัดโคกยางได้รับความนิยมพอประมาณ จนขณะนี้ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของตลาด แต่ในด้านราคาถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำมาก คือขณะนี้ พัดด้ามมัดหวายขายส่งเพียงอันละ 4 บาท และพัดด้ามมัดไนลอนขายส่งเพียงอันละ 2.50 บาทเท่านั้น เมื่อหักค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าใบกะพ้อ หวาย สี ออกไปแล้วก็คงเหลือกำไรน้อยมาก หากจะประกอบหัตถกรรมทำพัดเป็นอาชีพก็ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวให้สมบูรณ์เพียงพอได้ หัตถกรรมทำพัดโคกยางจึงเป็นเพียงงานรองของครอบครัวชาวบ้านโคกยางเท่านั้น (สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต้ .2529)
จะนำยอดอ่อนของใบกะพ้อที่ตัดมา มาเลาะหนามออก ตัดใบตรงกลางออก กรีดใบออกเป็นทางบางตลอดให้กว้าง 1 เซนติเมตร แล้วนำไปตากแดด 1 วัน จนใบกะพ้อกลายเป็นสีเหลืองป่นน้ำตาล จากนั้นนำใบกะพ้อที่ตากแดดแล้วไปลวกน้ำร้อน จุ่มแช่ในน้ำเดือดประมาน 3 นาที แล้วนำไปแขวนราวไว้ 1 คืน แล้วนำไปตากแดดอีกประมาณ 3 วัน เมื่อใบกะพ้อมีสีขาวแล้วก็นำน้ำมาพรมใบกะพ้อให้เปียก ห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ 10-20 นาที เพื่อให้ใบกะพ้ออ่อนตัว เมื่อใบกะพ้ออ่อนตัวแล้วให้แยกตอกตรงกึ่งกลางแล้วนับตอกให้เท่ากันทั้งซ้ายและขวา จากนั้นนำใบกะพ้อวางบนพื้น นำตอกกะพ้อมา 3 คู่ เริ่มวางตอกของยอดกะพ้อโดยใช้ลายขัดทั้งซ้ายและขวา จากนั้นนำใบกะพ้อทางซ้ายและทางขวามาขัดกันเองโดยใช้ลายขัดต่อยก 1 ตอกข่ม 1 ตอกไปเรื่อยๆจนหมดตอก หลังจากนั้นจัดตอกให้แน่นพอดี ปลายตอกที่เหลือให้สานกลับลงมาถึงขัดเหมือนเดิมแล้วจัดรูปทรงให้สวยงาม เมื่อเสร็จแล้วก็นำมาพันด้ามโดยนำท่อนหวายสั้นๆมาดัดให้โค้งงอ แล้วประกบรวบปลายก้านใบกะพ้อโดยให้ช่วงโค้งห่างจากปลายด้ามยาว 1 นิ้ว นำเชือกหวายมาพันทับให้แน่น สอดห่วงตรงหูปลายด้ามของพัดให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จได้พัดใบกะพ้อ 1 ชิ้น
อุปกรณ์การจักรสานพัดใบกะพ้อ
1. ยอดอ่อนต้นกะพ้อ
2. หวายและไผ่คลานสำหรับทำห่วงหูตรงกลางด้ามของพัด
3. หวายและผลิตภัณฑ์ใยสังเคราะห์สำหรับผูกพันด้าม
4. สีย้อม นิยมใช้สีแดง เขียว และสีเหลือง
5. มีดจักตอก ใช้เป็นมีดเลื่อยตอกกะพ้อ
6. กรรไกรตัดแต่งพัดใบกะพ้อ
7. เหล็กแหลม ใช้เจาะรูสอดเชือกพันด้ามพัด
( สำนักบริการจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กรมอุทยานแห่งชาติ. ม.ป.ป. : 7 )
อุปกรณ์การจักรสานพัดใบกะพ้อ
1. ยอดอ่อนต้นกะพ้อ
2. หวายและไผ่คลาน
3. หวายและผลิตภัณฑ์ใยสังเคราะห์
4. สีย้อม
5. มีดจักตอก
6. กรรไกรตัดแต่งพัดใบกะพ้อ
7. เหล็กแหลม
( สำนักศิลปวัฒนธรรม , สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช. ม.ป.ป. : 29 )
อุปกรณ์การจักรสานพัดใบกะพ้อ
1. ยอดกะพ้อ เลือกยอดอ่อนเป็นกลีบซ้อนหลายชั้น
2. หวายและไผ่คลานสำ เป็นส่วนประกอบที่นำมาทำเป็นห่วงหูตรงกลางด้ามของพัด
3. หวายและผลิตภัณฑ์ใยสังเคราะห์ผูกด้าม
4. สีย้อม
5. มีดจักตอก
6. เหล็กแหลมเจาะรู
7. กรรไกร
( พัดใบกะพ้อ . 16 มิถุนายน 2554 )
อุปกรณ์การจักสานพัดใบกะพ้อจะใช้อุปกรณ์ที่เหมือนกันในการทำ คือ ยอดกะพ้อ หวาย ไม้ไผ่คลาน กรรไกร มีดจักตอก สีย้อม เหล็กแหลม
การทำผลิตภัณฑ์จากใบกะพ้อที่บ้านอายเลา ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ประวัติความเป็นมาของพัดใบกะพ้อ
คุณย่าดำ แป้นแก้ว ได้ย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช มาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่บ้านสวนเลา หมู่ ที่ 5ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2499
คุณย่าดำ ปานแก้ว ได้นำใบกะพ้อมาตัดเป็นรูปใบโพธิ์ นำมาพัดลมผ่อนคลายความร้อน ซึ่งใช้ได้ไม่นานก็ก็เสื่อมสภาพไป เนื่องจากเป็นใบกะพ้อที่คลี่ออกตามธรรมชาติไม่มีการเสริมแต่งแต่อย่างใดในยามว่างคุณย่าดำและเพื่อนบ้าน ก็นำยอดกะพ้อที่ยอดยังซ้อนกันอยู่ มากรีดแยกเป็นกลีบแล้วนำมาสานขัดลายเป็นรูปใบโพธ์ ซึ่งสามารถใช้งานได้นาน
คุณย่าดำได้ใช้ใบกะพ้อ เป็นของฝากแก่เพื่อนบ้านและนำมาขายที่ตลาดเขาน้อย ตลาดเขาชุมทอง ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
คุณย่าดำ ปานแก้ว ได้สอนให้ลูกๆ ทั้ง 8 คนได้สานพัดใบกะพ้อ แล้วนำไปขายที่ตลาดประจำอำเภอ จังหวัดและตามโรงพยาบาล เป็นการเพื่อรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี ต่อมาลูกๆ ได้นำไปขายที่จังหวัดต่างๆ ตลอดจนถึงกรุงเทพมหานคร โดยได้ปรับปรุงรูปแบ ขนาด และสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นที่เล่ขานของคนทั่วไป
พัดใบกะพ้อ ได้รับการบรรจุเข้าประกวดและแข่งขันในงานประเพณีเทศกาลเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ปี พ.ศ.2532ซึ่งมีลูกหลานของคุณย่าดำและเพื่อนบ้านอีกหลายคนเข้าแข่งขัน ลูกหลานของคุณย่าดำได้รับรางวัลทั้งการประกวดและการแข่งขันทุกๆปี
ในปีพ.ศ.2536 ลูกหลานของคุณย่าดำและเพื่อนบ้าน ได้รวมกลุ่มกันในการจำหน่ายพัดใบกะพ้อเพื่อลดปัญหาพ่อค้ากลาง ทางหน่วยงานราชการให้การสนับสนุนส่งเสริมกลุ่มให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยการสร้างที่ทำการกลุ่มขึ้นที่บ้านนายเกลื่อม แป้นแก้ว ซึ่งได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราชและกรมพัฒนาชุมชน
ปัจจุบันพัดใบกะพ้อได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้านในโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
วัตถุดิบ
วัตถุดิบในพื้นที่ของอำเภอจุฬาภรณ์
1 วัตถุดิบในตำบลทุ่งโพธิ์มีอยู่ 55%
2 วัตถุดิบในตำบลควนหนองคว้า มีอยู่ 15%
3 วัตถุดิบในตำบลสามตำบล มีอยู่ 10%
รวมวัตถุดิบในอำเภอจุฬาภรณ์ทั้งหมด 80%
อุปกรณ์และขั้นตอนการทำพัดใบกะพ้อ
อุปกรณ์การจักรสานพัดใบกะพ้อ
1 ยอดกะพ้อ
2 หวายและไม้ไผ่สาน สำหรับทำห่วงหูตรงกลางด้ามของพัด
3 สีย้อม นิยมใช้สีแดง เขียว และสีเหลือง
4 หวายหรือผลิตภัณฑ์ใยสังเคราะห์ สำหรับผูกพันด้าม
5 กรรไกรตัดแต่งพัดใบกะพ้อ
6 มีดจับตอก ใช้เป็นมีดเลื่อยตอกกะพ้อ
7 เหล็กแหลม ใช้เจาะรูสอดเชือกพันด้ามพัด
ขั้นตอนการทำพัดใบกะพ้อ
1 การเลื่อยพ้อ นำยอดอ่อนกะพ้อสดที่ใบยังซ้อนทับกันอยู่นำมาเลาะหนามเกลาแต่งเหลี่ยมก้านและตัดก้านให้ยาวพอเหมาะเพื่อทำด้ามพัดต่อไป ดึงแยกครีบใบหรือหูกะพ้อสองข้างออกทิ้ง ตัดสะดือกะพ้อซึ่งเป็นก้านแกนกลางออก ให้เหลือประมาณ 5-6นิ้ว กรีดใบออกเป็นทางยาวตลอด ให้กว้างประมาณ 1 ซม. หนึ่งใบใหญ่ต้องกรีดให้ได้ 18-22 แฉก นำไปตากแดดจัด 1 วัน ให้ห้อยส่วนปลายใบลง เพื่อให้ใบเหยียดตรงไม่คดงอเมื่อตากแดดใบสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน
2 การลวกน้ำร้อนและตาแดด นำใบกะพ้อที่ตากแดด 1วันไปลวกน้ำร้อน เพื่อให้ใบนิ่ม จุ่มแช่ในน้ำเดือดประมาณ 3นาทียกขึ้นแขวนราวไม้ไผ่ ควรจัดวางให้เป็นระเบียบ เหมาะแก่การพลิกแปรให้แห้งทั่วๆกัน และเพื่อเก็บยกได้ง่ายหลังจากบ่มใบกะพ้อไว้ 1 คืน ให้ยกทั้งราวไม้ไผ่ไปแขวนตากแดดประมาณ 3 วัน จนกว่าจะแห้งจึงนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม อย่างให้ถูกฝนถูกน้ำและความชื้นต้องการตากแดดและเก็บจนกว่าจะได้ใบกะพ้อขาวสวย แล้วจึงนำไปย้อมสีต่อตามต้องการ เพื่อให้การจักรสานมีลวดลายงามมากยิ่งขึ้น
3 การก่อพัด นำน้ำอุ่นมาพรมใบกะพ้อ ที่จะใช้จักรสานหรือพรมน้ำให้เปียกพอทั่ว ห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้ใบกะพ้อแห้งอ่อนตัวและเกิดความเหนียวไม่แตกขณะสาน นำยอดกะพ้อที่นิ่มดีแล้วแยกตรงกลางนับตอกข้างซ้ายและขวาให้เท่ากันจำนวนตอกตามความเหมาะสม ส่วนที่เหลือทั้ง2 ข้างให้ดึงออกนำมาใช้เป็นตอกก่อสานพัด
4 การขึ้นพัด นำใบกะพ้อที่เตรียมไว้วางบนพื้น หันก้านเข้าหาตัวผู้สานใช้ข้างหนึ่งเหยียบก้านใบกะพ้อให้กระชับ แผ่ใบกะพ้อออกเป็นตอก ทำเป็นตอกยืน นำตอกพ้อมาสลับหัวสลับหางซ้อนกันเป็นคู่จะเริ่มวางตอกก่อข้างใดข้างหนึ่งก่อนก็ได้ แล้วจัดสานขัดเป็นลายขัดอีกข้างหนึ่งให้ได้ 3คู่ จัดดึงตอกให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย พร้อมที่จะจัดสานก่อลายขัดอีกข้างหนึ่งเมือก่อตอกก่อ 3 คู่ทั้งสองข้างเสร็จแล้วให้นำตอกสองข้างมาขัดกันเองสานขัดเข้ากับดอกยืน แบบลายขัดไทยโดยยกตอก 1 ตอกแล้วข่มตอกอีก 1 ตอกไปเรื่อยๆจนสุดตอกในกรณีที่ต้องการทำพัดย้อมสี ตอกบางตอกให้นำตอกที่ย้อมสีแล้วแทรกเข้าเป็นตอกยืนหูหรือตอกขัดตามที่ต้องการ
5 การเวียนพัด เมื่อขึ้นพัดเสร็จแล้ว ต้องจัดตอกให้แน่นพอดี ปลายตอกที่เหลือให้สานกลับลงมา ดึงขัดและต้องจัดรูปทรงให้สวยงามปลายตอกที่เหลือให้รอบมัดไว้ที่ก้านพอเตรียมไว้พันเป็นด้ามพัด
6 การพันด้ามพัดนำท่อนหวายสั้นๆหรือไม้ไผ่ที่เตรียมไว้นำมาโค้งประกบคร่อมปลายก้านใบกะพ้อไว้ให้ช่วงโค้งห่างจากปลายก้านใบราว 1 นิ้วนำเชือกหวายมาพันทับหวายที่ประกบก้านใบพันให้แน่นและให้ละเอียดที่สุด สอดห่วงหูตรงปลายด้ามของพัดให้ประณีต
อุปกรณ์และวิธีการสาธิตการทำพัดใบกะพ้อ
1.เชือกในลอน
2. ตะปูเจาะรูด้ามพัด
3. เชือก
4. คีม
5. กรรไกร
6. กรรไกรตัดด้าม
7. ใบกะพ้อตากแห้ง
ขั้นตอนการทำพัดใบกะพ้อ
1 การเลื่อยพ้อ นำยอดอ่อนกะพ้อสดที่ใบยังซ้อนทับกันอยู่นำมาเลาะหนามเกลาแต่งเหลี่ยมก้านและตัดก้านให้ยาวพอเหมาะเพื่อทำด้ามพัดต่อไป ดึงแยกครีบใบหรือหูกะพ้อสองข้างออกทิ้ง ตัดสะดือกะพ้อซึ่งเป็นก้านแกนกลางออก ให้เหลือประมาณ 5-6นิ้ว กรีดใบออกเป็นทางยาวตลอด ให้กว้างประมาณ 1 ซม. หนึ่งใบใหญ่ต้องกรีดให้ได้ 18-22 แฉก นำไปตากแดดจัด 1 วัน ให้ห้อยส่วนปลายใบลง เพื่อให้ใบเหยียดตรงไม่คดงอเมื่อตากแดดใบสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน
2. การลวกน้ำร้อนและตาแดด นำใบกะพ้อที่ตากแดด 1วันไปลวกน้ำร้อน เพื่อให้ใบนิ่ม จุ่มแช่ในน้ำเดือดประมาณ 3นาทียกขึ้นแขวนราวไม้ไผ่ ควรจัดวางให้เป็นระเบียบ เหมาะแก่การพลิกแปรให้แห้งทั่วๆกัน และเพื่อเก็บยกได้ง่ายหลังจากบ่มใบกะพ้อไว้ 1 คืน ให้ยกทั้งราวไม้ไผ่ไปแขวนตากแดดประมาณ 3 วัน จนกว่าจะแห้งจึงนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม อย่างให้ถูกฝนถูกน้ำและความชื้นต้องการตากแดดและเก็บจนกว่าจะได้ใบกะพ้อขาวสวย แล้วจึงนำไปย้อมสีต่อตามต้องการ เพื่อให้การจักรสานมีลวดลายงามมากยิ่งขึ้ง
3. การก่อพัด นำน้ำอุ่นมาพรมใบกะพ้อ ที่จะใช้จักรสานหรือพรมน้ำให้เปียกพอทั่ว ห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้ใบกะพ้อแห้งอ่อนตัวและเกิดความเหนียวไม่แตกขณะสาน นำยอดกะพ้อที่นิ่มดีแล้วแยกตรงกลางนับตอกข้างซ้ายและขวาให้เท่ากันจำนวนตอกตามความเหมาะสม ส่วนที่เหลือทั้ง2 ข้างให้ดึงออกนำมาใช้เป็นตอกก่อสานพัด
4. การขึ้นพัด นำใบกะพ้อที่เตรียมไว้วางบนพื้น หันก้านเข้าหาตัวผู้สานใช้ข้างหนึ่งเหยียบก้านใบกะพ้อให้กระชับ แผ่ใบกะพ้อออกเป็นตอก ทำเป็นตอกยืน นำตอกพ้อมาสลับหัวสลับหางซ้อนกันเป็นคู่จะเริ่มวางตอกก่อข้างใดข้างหนึ่งก่อนก็ได้ แล้วจัดสานขัดเป็นลายขัดอีกข้างหนึ่งให้ได้ 3คู่ จัดดึงตอกให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย พร้อมที่จะจัดสานก่อลายขัดอีกข้างหนึ่งเมือก่อตอกก่อ 3 คู่ทั้งสองข้างเสร็จแล้วให้นำตอกสองข้างมาขัดกันเองสานขัดเข้ากับดอกยืน แบบลายขัดไทยโดยยกตอก 1 ตอกแล้วข่มตอกอีก 1 ตอกไปเรื่อยๆจนสุดตอกในกรณีที่ต้องการทำพัดย้อมสี ตอกบางตอกให้นำตอกที่ย้อมสีแล้วแทรกเข้าเป็นตอกยืนหูหรือตอกขัดตามที่ต้องการ
5. การเวียนพัด เมื่อขึ้นพัดเสร็จแล้ว ต้องจัดตอกให้แน่นพอดี ปลายตอกที่เหลือให้สานกลับลงมา ดึงขัดและต้องจัดรูปทรงให้สวยงามปลายตอกที่เหลือให้รอบมัดไว้ที่ก้านพอเตรียมไว้พันเป็นด้ามพัด
6. การพันด้ามพัดนำท่อนหวายสั้นๆหรือไม้ไผ่ที่เตรียมไว้นำมาโค้งประกบคร่อมปลายก้านใบกะพ้อไว้ให้ช่วงโค้งห่างจากปลายก้านใบราว 1 นิ้วนำเชื<
มาชมพัดใบพ้อ
เอาดอกพ้อมาฝาก อักษรชูพัทลุงมีมาก