|
ลักษณะของแมวเปอร์เซีย
ลักษณะของแมวเปอร์เซีย ตามมาตรฐาน CFA
|

การเตรียมตัวนำลูกแมวพันธุ์เปอร์เซียไปเลี้ยง
ลูกค้าหลายๆคนของพั้นช์แคท มักจะเป็นคนเลี้ยงประเภทมือใหม่หัดขับใจรักอยากได้น้องแมว
ไปกอดไปเล่นเห็นว่าแมวน่ารักขนปุกปุย น่าตาหน้าเกลียดน่าชังแล้วด้วยความไม่ประสีประสา
อะไรก็รีบซื้อ ลูกแมวไปปรากฏว่าบางคนก็โชคดีสามารถเลี้ยงจนโตสมปรารถนา บางคนก็มานั่ง
ร้องไห้เพราะว่า ลูกแมวเปอร์เซีย ที่ตัวเองรัก จากไป
การเลี้ยงลูก แมวเปอร์เซีย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเกินไป หรือยากเกินไปสำหรับคนที่ไม่เคยเลี้ยง แมวเปอร์เซีย บางคนที่คุยด้วยก็บอกว่าจะเลี้ยงมันเหมือน เลี้ยงแมว ที่บ้าน คือเช้าๆให้กินข้าวคลุกปลาทู แล้วปล่อยออกนอกบ้านไปขี้บนหลังคาบ้านเพื่อนบ้าน รับรองถ้าไปบอกวิธีการเลี้ยงแบบนี้กับ ฟาร์มแมวเปอร์เซีย ที่ดังๆดู ให้ราคาเขาเท่าไรเขาอาจจะไม่ขายแมวให้เรา แต่ถ้าซื้อมาตัวละไม่กี่ร้อยบาทหรือพันสองพันบาท ก็แล้วแต่ลูกค้าเอง
วิธีที่ง่ายๆสำหรับคนที่เบี้ยน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ ก่อนอื่นให้พิจารณาดังต่อไปนี้
1. ต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากเลี้ยงแมวทำไม เหงา แฟนทิ้ง เบื่อ อยากมีเพื่อนนอนกอดที่น่ารักเหมือนตุ๊กตา แฟนซื้อให้ ฯลฯ แต่ต้องตอบตัวเองข้อหนึ่งให้ได้ว่า พร้อมที่จะรับผิดชอบหรือดูแลเขาได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ถ้าไปเที่ยวใครจะดูแลให้น้ำให้ท่า เวลาเขาป่วยจะมีเวลาพาเขาไปหาสัตวแพทย์ไหม มีเวลาแปรงขนให้ไหม มีเวลาโกยอุจจาระในกระบะทรายไหม ทนกลิ่นเหม็นตอนเขาถ่ายได้ไหม กล้าอาบน้ำไหม(บางคนงงว่า แมวต้องอาบน้ำด้วยเหรอ) ฯลฯ สรุปว่าใจพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์เงินก็พร้อมคนข้างเคียงก็ไม่ว่าไร สาวๆคนไหนที่มีหนุ่มๆมาจีบและอยากได้น้องแมวมาเลี้ยงอาจจะขอของขัวญวันเกิดเป็นน้องแมวพันธุ์เปอร์เซียก็ได้ ลูกค้าของพั้นช์แคท หลายคนก็ใช้วิธีนี้กันไม่ต้องซื้อเองแจ่มไปเลย
2. สถานที่เลี้ยงก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วย แต่ การเลี้ยงแมวพันธุ์เปอร์เซีย ใช้พื้นที่ไม่มากนัก ในคอนโดมิเนียมก็สามารถเลี้ยงเขาได้อย่างสบาย บางคนก็ชอบนอนกับแมวเลยก็มี อย่างนี้ก็ต้องหมั่นหวีขนให้เขาทุกวัน แมวขนยาว ต้องระวังไม่ให้ขนพันกันเป็นก้อน อย่าพยายามให้เขาอยู่ในที่อับชื้น เช่นห้องน้ำ เดี๋ยว เชื้อรา จะถามหาเอา ถ้ามีหน้าต่างรับแสงแดดได้ก็ยิ่งดี เพราะฉะนั้นเรื่องสถานที่การเลี้ยงแมวจึงไม่ค่อยซีเรียสมากเหมือนการเลี้ยงสุนัข แมวเปอร์เซีย จะไม่ค่อยโวยวายและเสียงดังมาก เพียงแต่ระวังของจะตกแตกได้เพราะความซนของ แมว เอง
3. กระบะทราย ถ้า แมว ยังเล็กๆอยู่ก็ให้ใช้กระบะทรายเล็กๆ หรือมีบางคนใช้วิธีที่ประหยัดโดยให้ฉีกหนังสือพิมพ์เป็นชิ้นยาวๆเล็กๆใส่ในกระบะพอประมาณ ก็สามารถให้ แมว ตัวโปรดขับถ่ายได้อย่างสบาย ฝุ่นจากทรายแมวก็ไม่มี กลิ่นก็ไม่มาก ข้อดีคือเหมาะกับแมวเด็กๆ 2-4 เดือน เพราะว่าการขับถ่ายยังไม่เยอะมาก แต่เมื่อแมวโตมากขึ้นกินมากขึ้น ควารหาซื้อทรายแมวมาแทนเพราะว่าจะกำจัดกลิ่นได้ดีกว่าและสะดวกในการกำจัด แมวเล็กๆบางตัวที่ไม่คุ้นเคยกับทรายก็จะกินทรายเข้าไป บางตัวก็คายทิ้ง บางตัวก็กินเข้าไปแล้วมักจะติดที่กะพุงแก้ม ถ้าตัวไหนกินเข้าไปเยอะๆอาจจะตายได้ วิธีง่ายๆที่จะช่วยแมวตัวเล็กๆให้คุ้นเคยกับ ทรายแมว โดยการจับแมวให้อยู่บน กระบะทราย แล้วให้สังเกตว่าแมวกินทรายเข้าไปหรือเปล่า ถ้ากินเข้าไปให้รีบจับออกมาแล้วใช้มือง้างปากแมวพยายามนำเอาทรายที่ ลูกแมว กินเข้าไปออกมา แล้วปล่อยเข้าไปในกระบะทรายใหม่ ทำอย่างนี้ซัก 2-3 ครั้ง ลูกแมว ก็จะเลิกกินเอง ปรกติแล้วเขาจะรู้เองโดยธรรมชาติอยู่แล้วว่ามันกินไม่ได้ และพยายามจะคายออกมา จึงเป็นหน้าที่ของคนเลี้ยงที่จะต้องดูแลโดยใกล้ชิดในช่วงแรก แต่โดยปรกติแล้ว ลูกแมวของ พั้นช์แคททุกตัวก่อนจะไปอยู่บ้านใหม่จะถูกฝึกให้ขับถ่ายในกระบะทราย จึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนักเวลาย้ายบ้านใหม่
4. กระบอกน้ำ การใช้ กระบอกน้ำ ให้ แมวเลียน้ำเองจากกระบอก ดูเหมือนว่าจะทรมานสัตว์ แต่จริงๆแล้วการมีกระบอกน้ำจะช่วยให้น้ำสะอาดตลอดเวลา สะดวกสำหรับคนเลี้ยง ไม่เหกเลอะบนพื้นง่าย(นอกจากกระบอกน้ำที่ลูกปืนมันไม่ค่อยดี) รวมทั้งไม่ต้องค่อยมาเติมน้ำบ่อยๆ และน้ำจะไม่ไปติดขนใต้คาง ลดอาการการเกิดขนสีขาวเปลี่ยนเป็นเหลืองได้ดี ลูกแมวของ พั้นช์แคททุกตัวจะถูกฝึกให้ดื่มน้ำจากกระบอกน้ำก่อนจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่
5. กรงแมว บางคนอาจจะไม่จำเป็นก็ได้ถ้าจะให้แมวนอนด้วยกัน แต่ต้องระวังและมั่นใจว่า แมวโปรด ของเราได้รับการฝึกขับถ่ายเป็นที่เป็นทางเรียบร้อยแล้ว มิฉะนั้นแมวอาจจะขับถ่ายบนที่นอน ถ้าอยากให้อยู่เป็นที่เป็นทางก็ควรซื้อกรงให้เขา ควรจะเป็นกรงที่เป็น 2 ชั้นจะดีกว่ากรงชั้นเดียว กรงแมวก็หาซื้อได้ตามร้าน pet shop ทั่วๆไปหรือสั่งทำขึ้นมา ในกรงก็จะมีกระบอกน้ำและภาชนะใส่อาหาร
6. อาหาร ใครขยันทำอาหารให้แมวทุกมื้อก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นพวกเครื่องในหมูหรือปลาควรจะทำสุกก่อน แมวกินของสดก็ได้เช่นหัวใจไก่ เนื้อไก่ ไข่แดงดิบ อย่างไงก็ตามควรถ่ายพยาธิบ่อยๆก็แล้วกัน ส่วนพวกตับ ต้องระวังจะมีปัญหาท้องเสียตามมาควรทำให้สุกเสียก่อน การให้ นมแมว ไม่ควรใช้นมข้นหวานที่ขายในท้องตลาด ควรใช้นมแพะเป็นหลัก หาซื้อได้ตามร้าน Pet shop ทั่วๆไป เช่นในสวนลุมไนท์บาร์ซ่า เป็นต้น ถ้าหาไม่ได้จริงๆให้ซื้อนมแพะของฟาร์มโชคชัย ตามร้าน 7 ? eleven ขวดละ 20 บาท (แพงไปหน่อย) และถ้าต้องการความสะดวกในการให้อาหาร ควรให้เป็นอาหารเม็ด อาหารเม็ดจะมีสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ ฟาร์มของพั้นช์แคท เราใช้ Royal Canin เป็นหลัก เป็นถุงฟาร์ม ถ้าใครจะให้ช่วยสั่งให้ยินดีเสมอ เพราะปรกติแล้วถุงใหญ่จะไม่มีขายในร้าน Pet Shop ลูกแมว ของพั้นช์แคท ทุกตัวกินอาหารเม็ดเป็นหมด
7. กรรไกรตัดเล็บแมว แชมพูอาบน้ำแมว แป้ง หวี สำลีเช็ดคาบน้ำตา น้ำยาเช็ดขอบดวงตาให้หาซื้อตามร้านขายยาก็ได้เอาชนิดอ่อนที่สุด หรือนำมาผสมน้ำเกลือล้างแผลก็ได้จะประหยัดกว่าการไปซื้อที่เป็นของเฉพาะแมวเป็นไหนๆ อย่าลืมน้ำยาเช็ดหูพร้อมไม้แคะหูด้วย
8. ตะกร้าใส่แมวเวลาพาไปหาหมอ หรือพาแมวไปเที่ยว พร้อมกับหาซื้อกระดาษซับฉี่(ใช้ของยี่ห้อ Lotus ก็ได้ถูกดี)จะเห็นว่าการเตรียมตัวที่จะ เลี้ยงแมวพันธุ์เปอร์เซีย ไม่ใช่ยุ่งยากกว่าที่คิด ถ้าท่านเลี้ยงเขาอย่างทนุถนอมรักเขา ท่านก็จะได้ความรักตอบแทนจากแมวตัวโปรดที่ท่านรักเช่นกัน
อุปกรณ์เลี้ยงแมว
นึกอยู่นานเหมือนกันว่าจะเขียนยังไงดี การเลี้ยงแมวเปอร์เซียนี้ เพราะก็เลี้ยงแบบบ้านธรรมดา ไม่ได้พิเศษไรมาก เอาเท่าที่พอจะนึกได้จากประสบการณ์ตรงนะครับ เพราะที่บ้านก็เลี้ยงสบายๆ ไม่มีอะไรมาก แค่ดูแลความสะอาด อาบน้ำ แปรงขน หาอาหารให้เขากิน สังเกตุเขาว่ามีอาการไรผิดสังเกตุไหม เหล่านี้เป็นเรื่องเบื้องต้นที่ใช้สำหรับเลี้ยงแมวเปอร์เซีย ครับมาที่เรื่องแรก
การรับแมวเปอร์เซียเข้ามาที่บ้านวันแรก
โดย ส่วนใหญ่ที่ทำอยู่เมื่อรับแมวมาบ้านวันแรกก็จะขังเขาไว้ก่อนตามคำแนะนำของ สัตว์แพทย์ที่แนะนำเราว่าจะได้ดูอาการน้องเขาก่อนว่าติดเชื้อไรมาหรือไม่ ซึ่งหากมีอาการก็จะแสดงให้เห็นภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นการดีกว่าหากจะปล่อยให้อยู่กับแมวเราเลย เพราะว่าหากมีเชื่อโรคไรขึ้นมาแมวเราก็จะติดไปด้วยหากเลี้ยงรวมเลย
การทำความคุ้นเคยให้แมวเก่า ใหม่
จริง ตรงนี้ได้ยินคนถามมาเยอะเหมือนกัน ซึ่งตัวเองก็เคยเจอปัญหาแรกๆ เวลาเลี้ยงเหมื่อนกันว่าแมวมาใหม่จะถูกรังแก จากแมวเจ้าถิ่นบ้าง โดนตบบ้าง กัดบ้าง ทำให้แมวมาใหม่ร้องเสียงหลง ทำให้เราสงสาร วิธีการจริงๆ ก็ไม่มีไรเลย แค่คอยดูเขาห่างๆ เขาเล่นแรงก็จับแยกเท่านั้นน่าจะใช้เวลาประมาณ 2-5 วันน่าจะเข้ากันได้ หลังจากปล่อยเลี้ยงรวม ตอนแรกไม่เข้าใจเหมือนกันแมวที่บ้านเล่นเป็น 2 อาทิตย์เลยกว่าจะสนิทกัน เพราะเห็นมันถูกตบ ถูกกัดก็จะคอยเอาใส่กรงประจำ ทำให้มันไม่ชินกันซักที สุดท้ายเลยตัดใจปล่อยไม่ขัง จำได้ว่า 2-3 นี้แหละมันก็คุ้นกันแล้ว อุตส่าห์ขังแยกตั้งนาน ห้าๆๆๆ แต่อย่าลืมนิดนะครับว่า ต้องตัดเล็บแมวตัวเก่าด้วยไม่งั้นอาจทำอันตรายแมวตัวใหม่ได้ครับ
หลังจากได้แมวมาแล้ว สิ่งพื้นฐานที่ต้องมีเลย คือ
1. ชามอาหาร
2. ชามน้ำ หรือ จะเป็นจุกให้น้ำก็ดีเลย
3. กรงหากต้องการขังบ้างเป็นครั้งคราว แนะนำเป็นกรงเบอร์ 1 ครับ เพราะมีพื้นทีเดินกลับตัว ไม่ทำให้แมวเครียดมาก
4. กะบะทราย หรือจะเป็นห้องน้ำแมวก็ได้เพื่อเก็บกลิ่นได้ดี
5. ทรายแมว ขอเป็นทรายที่ขายกัน ไม่แนะนำทรายจริงครับ
6. อาหารแมว แนะนำให้กินอาหารแมวเกรดพรีเมี่ยม ตามร้านอาหารสัตว์ เช่น Royal Cannin หรือ Hill's ก็ได้ หรือจะเป็นยี่ห้ออื่นๆ ตามสะดวกก็ได้ครับ
7. ที่ตัดเล็บแมว
8. แชมพูแมว ต้องเป็นสำหรับแมวขนขาวเท่านั้นครับ โดยปกติจะซื้อกับสัตว์แพทย์เลย เพราะเป็นเพื่อนกันแนะนำดี
9. แปรงสำหรับ แปรงขนแมว
10. น้ำยาเช็ดตาและหู
เท่า ที่นึกได้นะครับน่าจะประมาณนี้ครับ จะมีเล็กๆ น้อยๆ ก็พวกของเล่นแมว แต่ก็แล้วแต่เจ้าของหากันมาครับ หลังจากนั้นก็หามุมซักมุม วางสิ่งพวกนี้ไว้เพื่อเป็นที่ประจำในการมาพัก กินอาหาร หรือขับถ่าย อันนี้เจ้าของก็เลือกกันนะครับว่าจะวางตรงไหน จะอิงหลักฮวงจุ้ยก็ได้แล้วแต่ อิอิ เกี่ยวกันไหมเนี้ย ห้าๆๆๆ
อาหารก็ วางให้เขา ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะกินไม่กินหากแมวปกติไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาหิวก็จะไปกินเองครับ แต่หากแมวตัวเล็กมากก็อาจ ทุบให้ละเอียดนิดครับหากเม็ดมันใหญ่มาก
ส่วนเรื่องน้ำ หากเป็นไปได้อยากให้ฝึกให้เขาเลียจุกน้ำมากกว่า จะสะดวกครับและน้ำไม่หกเรี่ยราดหรือเปียกขนแมวที่เรารักด้วยครับ
กรงแมว อย่างที่บอกไปก็ขอเป็นกรงแมวเบอร์ 1 เพื่อให้น้องเขามีพื้นที่สวิงตัวหน่อยจะได้ไม่ดู กดดันเกินไป อันนี้คิดจากความรู้สึกเอง 555 จะทำชั้นสูงจากพื้นอีกก็ได้เพื่อให้น้องเขาได้กระโดดขึ้นไปนอนได้ กรงนี้หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายสัตว์เลี้ยงทั่วไป บอกกรงเบอร์ 1 ครับขนาดประมาณ กว้าง 26 นิ้ว ยาว 36 นิ้ว และสูง 24 นิ้ว โดยประมาณครับ
กะบะทรายแมว ที่บ้านจะใช้เป็นห้องน้ำ น่ารักๆ แถมยังช่วยเก็บกลิ่นได้พอสมควรด้วย เพราะจะเลี้ยงแบบปล่อยให้วิ่งเล่นในห้อง ไม่ค่อยเน้นขังกรง ปวดเมื่อไหร่ก็วิ่งเขาห้องน้ำเอา ขั้นแรกไม่มีอะไรมากตามวิธีแต่ดั้งเดิมก็เอาก้นแมวไปถูๆ ที่ทราบแมวเพื่อให้มันมีกลิ่นของตัวมันเองติดที่ทราย จะได้มาเข้าห้องน้ำได้ถูก
ส่วนทรายแมว แนะว่าอยากให้เป็นทรายแมวจริงเลยเพราะมันจะเหม็นมากหากแมวอึหรือฉี่ ขอให้เป็นทรายแมวที่ขายในพวกร้าน Pet Shop จะดีกว่า จะเก็บกลิ่นได้พอสมควร ส่วนที่บ้านจะใช้ยี่ห้อ Cat Best เพราะสะดวกดี จับตัวเป็นก้อน เก็บกลิ่นดี แล้วสามารถนำไปทิ้งลงชักโครกได้เลย ไม่อุดตัน
ที่ตัดเล็บแมว ก็เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะแมวจะชอบลับเล็บตัวเองเสมอๆ โดยเฉพาะกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เห่อๆๆๆ รวมถึงอาจทะเลาะกับแมวด้วยกันเอง ดังนั้น ควรตัดเล็บแมวให้สั้น แต่ไม่แนะนำให้ถอดเล็บนะครับไม่ควรทำ เพราะหากเปรียบกับคนก็เหมือนตัดนิ้วบริเวณที่เป็นเล็บออกไปเลย สยองใช่ไหมล่ะ ดังนั้นก็ไม่ควรทำกับแมวเราเช่นกันมันเป็นบาป อิอิ.... ส่วนการตัดเล็บแมวนั้นควรเป็นกรรไรที่สำกรับตัดเล็บแมวเท่านั้น จะได้ไม่ทำให้แมวเจ็บมาก และไม่แนะนำให้เป็นที่ตัดเล็บคน มันจะเจ็บครับ วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก ก็สังเกต กางเล็บแมวออกมา แล้วดูครับ เล็บแมวจะแบบเป็น 2 ช่วงคือ ปลายเล็บที่แหลมเนื้อสีขาวขุ่น อันนี้สามารถตัดได้ แต่บริเวณที่ลึกลงได้จนเห็นเนื้อแดงๆ ของเขาติดกับเล็บอย่าไปตัดนะครับ เขาจะเจ็บ และมีเลือดออก ให้ตัดตรงที่ไม่มีเนื้อติดครับ ไม่ยากครับ ไม่ต่องกลัว แต่ต้องปล้ำกับแมวหน่อย อิอิ
แปรงสำหรับแปรงขนแมว แนะนำว่าเป็นแปรงแบบหัวตุ่มก็ดีครับ (เรียกถูกไหมเนี้ย 555) หวีให้น้องเขาเป็นไปได้ก็เช้า-เย็น เพื่อขนไม่พันกัน และเอาขนเก่าออก ส่วนใหญ่ที่บ้านแมวจะชอบให้หวีให้ เพราะมันจะเคลิมเลย ^^
แชมพูแมวเปอร์เซีย ขอให้เป็นแชมพูสำหรับแมวขนยาว เพราะจะได้ไม่ทำให้ขนพันกัน ที่บ้านจะใช้สูตรพวกป้องกันเห็บหมัด เชื่อเราต่างๆ ด้วย แต่อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกกันนะครับ หรือจะปรึกษาสัตว์แพทย์ใกล้บ้านก็ได้ ว่าเป็นแชมพูยี่ห้อไหนจะดี หลังจากได้แชมพูก็อย่าลืมอาบน้ำให้มันนะครับอย่างน้อยๆ ซักเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย ไม่ก็ 2 สัปดาห์ครั้งก็ได้ หลังจากอาบน้ำก็เป่าขนให้แห้ง ย้ำว่าให้แห้งนะครับ ไม่เอาหมาดเดี๋ยวขนน้องจะชื้นแล้วน้องจะเป็นหวัด หรือเป็นเชื้อราได้
น้ำยาเช็ดตาและหู ก็จะหาได้ง่ายๆ จากร้าน Pet Shop ทั่วไป ก็แล้วแต่จะเลือกหรือจะปรึกษาสัตว์แพทย์ก็ได้แล้วแต่ การเช็ดตา หากเป็นแมวหน้าบี้ก็ต้องดูแลเช็ดเช้า-เย็น เพื่อให้ไม่เป็นคราบสกปรกติดตาไม่น่ามอง จะใช้เป็นน้ำยา หรือน้ำอุ่นๆ เ๙้ดก็ได้เหมือนกัน จากนั้นก็ซับๆ ให้แห้งด้วยนะครับ ส่วนการทำความสะอาดหู ก็ควรเช็ดเป็นประจำเพราะ หูเป็นบริเวณที่สกปรกง่ายแล้วอาจก็ให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ กับแมวได้ ดังนั้นอาจเช็ดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเป็นดีครับ หรือจะดูว่าสกปรกแล้วก็ควรเช็ดได้ครับ
การสังเกตุอาการผิดปกติในแมว อันนี้ก็ต้องคอยดูครับว่าน้องเขาซึมไหม ตัวร้อนไหม ถ่ายเป็นเลือดไหม ปัสสาวะออกหรือเปล่า หรืออาการใดๆ ที่ดูผิดสังเกตก็จะรีบโทรถามสัตว์แพทย์โดยทันที หากไม่น่าไว้วางใจก็จะรีบนำตัวไปพบสัคว์แพทย์โดยด่วนเพื่อเช็คอาการครับ ที่บ้านจะคอยถามตลอด จนหมอเบื่อแล้วมั้ง 555
เท่านี้ครับวิธีการ และอุปกรณ์ง่ายๆ ที่จะดูแลแมวของคุณให้มีสุขภาพดี... ที่บ้านก็ทำแค่นี้ครับ เลี้ยงแบบพื้นๆ ไม่มีไรมากหากใครมีไรเสริมก็ทิ้งคอมเม้นต์ไว้ได้นะครับจะเอาไปปรับปรุงต่อไป ค่ะ เพราะเขียนมาทั้งหมด ก็นึกๆ เอา จากประสบการณ์ที่เลี้ยงมาเท่านั้นครับ หากผิดพลาดประการใดๆ ก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ค่ะ
เขียนโดย aoo

|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|

