ขอขอบคุณทีมวิทยากร ทีมผู้จัดงาน และทีมผู้ร่วมงาน ที่สร้างสรรค์ความรู้ที่มีประเด็นนำมาต่อยอดกับนักกิจกรรมบำบัดไทย...เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพครั้งที่ 15 (พ.ศ. 2554) และนิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 16 (พ.ศ. 2558)

หากสนใจดูรายละเอียดของหัวข้อความรู้ต่างๆ เชิญคลิกไปที่ APOTC2011 Website

และศึกษาคลิปแนะนำ "วิชาชีพกิจกรรมบำบัดไทย" เพื่อเรียนรู้บริบทที่ควรพัฒนาสู่ภาคปฏิบัติสากลที่พอเหมาะ (Optimizing Occupational Therapy Practice)

กรอบอ้างอิงสมรรถนะของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะตามสายงานของ WHO เช่น แพทย์ นักกิจกรรมบำบัด ฯลฯ ได้แก่

  • สื่อสารอย่างมีประสิทธิผลและให้เกียรติผู้อื่น
  • เรียนรู้และจัดการตัวเองอยู่เสมอ
  • สร้างสรรค์ผลผลิตอยู่เสมอ
  • คิดก้าวไปข้างหน้าในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม
  • เร่งการบูรณาการและการทำงานเป็นทีม
  • นับถือและส่งเสริมความแตกต่างในแต่ละบุคคลและวัฒนธรรม
  • สร้างหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน
  • สร้างสิ่งแวดล้อมที่ระดมพลังและแรงจูงใจ
  • ย้ำประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากร
  • สร้างและส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
  • ผลักดัน WHO ให้เกิดความสำเร็จในอนาคต
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการเรียนรู้ระดับองค์กร
  • ส่งเสริมตำแหน่ง WHO ให้เป็นผู้นำด้านสุขภาพ

นักกิจกรรมบำบัด (มากกว่า 65 ประเทศทั่วโลก) ควรมีความรู้และทักษะดังนี้

  • ทักษะการสื่อสารที่ดี
  • กรอบความคิดพื้นฐานทางกิจกรรมบำบัด
  • ทักษะการประเมิน
  • พฤติกรรมและทักษะทางวิชาชีพ
  • ทักษะการวิเคราะห์
  • ความคิดสร้างสรรค์
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • การประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ
  • ทักษะการรักษา
  • ทักษะและความรู้ทางการแพทย์
  • ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี
  • ภาษาอังกฤษ
  • การบริหารจัดการ
  • การวิจัย
  • ความเป็นผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurship

กระบวนการแปลความรู้ (Knowledge Translation) ก็เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพทางกิจกรรมบำบัด ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก

PubMed Central

BioMed Central

National Rehabilitation Information Central

Education Resources Information Central

จะเห็นได้ว่า นักกิจกรรมบำบัดมืออาชีพ ควรพัฒนาทักษะต่างๆ ข้างต้นในการแปลความรู้ "กิจกรรมบำบัดศึกษา (Occupational Therapy Education) สู่การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดระดับโลก (World Occupational Therapy Service) ให้เพิ่มความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตลอดทุกช่วงวัย" โดยคำนึงถึงอนาคตของวิชาชีพกิจกรรมบำบัดผ่านเครื่องมือต่างๆ (คัดลอกจาก Prof. Kit Sinclair ผู้ที่ได้รับรางวัล Tsuyashi Sato Memorial Lecture) ได้แก่

  • Interconnectedness
  • Human rights and disability rights discourse
  • WFOT: position paper to support liaison
  • Collaborative research
  • Emerging occupational therapy services
  • Evidence based practice
  • Agents of change

โดยสรุป นักกิจกรรมบำบัดต้องขับเคลื่อน (Mobilize) และสนับสนุน (Advocate) และสร้างแนวโน้ม (Set trends) ในงานกิจกรรมบำบัดศึกษาและงานบริการทางกิจกรรมบำบัดให้เป็นที่ประจักษ์และส่งเสริมสุขภาวะในความสามารถของการทำกิจกรรมบำบัดการดำเนินชีวิตแก่ประชาคมโลกตลอดทุกช่วงวัย (Enablement skills; Townsend & Polatajko, 2007) ซึ่งศึกษาตัวอย่างในกระบวนการวิจัยจากกรณีศึกษาของแคนาดา และศึกษารายละเอียดอื่นๆ ได้ที่สหพันธ์โลกของนักกิจกรรมบำบัด