พระพุทธศาสนากับการเมือง
พระพุทธศาสนากับการเมือง
ในความเข้าใจของคนเรามักมีความรู้สึกเมื่อพูดถึงศาสนาในสังคมไทยว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เพราะมองไปทางไหนเห็นแต่วัดวาศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนา แม้แต่วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ได้ถูกหล่อหลอมด้วยอิทธิพลทางหลักพุทธธรรม
การที่พระพุทธศาสนายังอยู่ยืนยงมาได้จนถึงบัดนี้ คงเป็นเพราะหลักสัจธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลถูกต้องเที่ยงธรรมและเหมาะสมกับวิถีชาวไทยที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และเป็นองค์อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อแทนบรรพบุรุษตลอดมา
หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามุ่งเน้นให้คนเราอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ทุกคนต่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคนเราในสังคมประชาธิปไตยพึงรู้หลักที่ยึดถือเอาความเป็นใหญ่ดังนี้ ( ที.ปา. 11 / 228 ) ว่า
...อัตตาธิปไตย คือ ถือตนเป็นใหญ่ เอาตัวตนเป็นเครื่องวัดสรรพสิ่งอย่างหนึ่ง...โลกาธิปไตย คือ ถือโลกเป็นใหญ่ หรือที่เรียกว่าเสียงของประชาชนนั้นละคือเสียงสวรรค์ เพราะยึดถือเอาเสียงส่วนใหญ่บางทีก็พวกมากลากไปก็มีนะ...ธัมมาธิปไตย คือ ถือเอาธรรมเป็นใหญ่ เป็นการถือเอาตามความเป็นจริงที่ถูกต้องดีงามโดยได้พินิจวิเคราะห์ได้เที่ยงตรงแล้ว ไม่ยึดถือตน ไม่ยึดถือเสียงส่วนใหญ่
ในหลักพุทธธรรมมุ่งให้ชาวโลกได้ตระหนักรู้และยึดถือหลักธัมมาธิปไตยนี้แล เพื่อนำความเจริญมาสู่สังคม และใช้หลักธรรมในการปกครองหมู่คณะด้วย หลักอปริหานิยธรรมของกษัตริย์วัชชี 7 ข้อ( ที.ม.10 / 68 ).ว่าดังนี้...
1 . ต้องหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อยู่เสมอ
2 . ต้องพร้อมเพรียงกันประชุมไม่ใช่ต่างคนต่างทำการ
3 . ต้องยึดมั่นในกฎกติกาเดิม ๆ ที่ตราไว้ดีแล้ว
4 . ต้องรับฟังแนวคิดจากท่านผู้รู้ผู้มีประสบการณ์มาก
5 . ต้องให้เกียรติและคุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ถูกข่มเหงรังแกได้
6 . ต้องมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเคารพศาสนสถานอนุสาวรีย์ประจำชาติให้คงอยู่สืบต่อไป
7 . ต้องอารักขาคุ้มครองป้องภัยให้ผู้ทรงศีลทรงธรรม มีความเต็มใจต้อนรับหวังให้ท่านเป็นอยู่อย่างผาสุก
นอกจากนั้นยังมีหลักธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันที่พึงน้อมนำมาปฏิบัติคือ
หลักสารณียธรรม 6 ข้อ ( ที.ปา. 11 / 317 ) ดังนี้.
1 . เมตตากายกรรม คือ การเคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2 . เมตตาวจีกรรม คือ การพูดจากันด้วยความหวังดีบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้
3 . เมตตามโนกรรม คือ การตั้งจิตปรารถนาดีต่อกันเสมอ
4 . สาธารณโภคี คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรมก็ไม่หวงของ แต่นำออกมาแบ่งปันกัน
5 . สีลสามัญญตา คือ การมีความประพฤติถูกต้องดีงามไม่ทำให้ตนถูกรังเกียจจากหมู่คณะ
6 . ทิฏฐิสามัญญตา คือ การมีความเห็นชอบร่วมกัน
นอกจากนี้ยังมีหลักธรรมแห่งการสงเคราะห์คือ หลักสังคหวัตถุ 4 ข้อ ( องฺ. จตุกฺก. 21 / 32 ) เป็นหลักธรรมแห่งการยึดเหนี่ยวจิตใจคนเราดังนี้...
1 . ทาน การรู้จักแบ่งปันให้สิ่งของแก่กันและกัน
2 . ปิยวาจา การกล่าววาจาอันเป็นที่รักที่ชอบกัน
3 . อัตถจริยา การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
4 . สมานัตตตา การทำตนเสมอต้นเสมอปลายที่ถูกต้องดีงาม
ลำหรับหลักธรรมที่ควรมีในจิตใจผู้ใหญ่หรือผู้บริหารหมู่คณะคือ หลักพรหมวิหาร 4 ข้อ ( ที.ม. 10 / 184 ) . ดังนี้
1 . เมตตา 2 . กรุณา 3 . มุทิตา และ 4 . อุเบกขา
สวัสดีครับ คุณ ด.ร.อุทัย เอกสะพังขอบคุณครับที่ให้ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีๆ ก็ต้องช่วยกันแทรกซึมแนวปฏิบัติให้เข้าถึงมวลชน เพราะเป็นเรื่องที่ยากมาก ความรู้นั้นเผยแพร่ได้ไม่ยากนัก เมื่อเขารู้และเข้าใจจะให้เขาปฏิบัติตามความรู้นั้นยากมาก และชาวพุทธเดี๋ยวนี้เพียงแต่ลงทะเบียนเป็นชาวพุทธเท่านั้น จริงๆแล้วเขาไม่เชื่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า(แม้แต่พระสงฆ์ส่วนหนึ่ง)แต่จะเชื่อเทวดา,เทพเจ้าอื่นๆมากมายหลายองค์และคนที่ชี้นำ(ทำเป็นตัวอย่าง)ก็คนใหญ่คนโต,คที่มีอำนาจ จึงเป็นเหตุจูงใจให้คนทั่วไปนิยมทำตาม ด้วยอ้างว่า แม้แต่นายกยังทำให้ดู ต้องขออภัยหากขัดกับความรู้สึกของใครเข้า นะครับ.
สวัสดีครับ คุณเครื่องหมาย?คำถามเดียว
เราต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อนำแสงสว่างทางปัญญามาสู้สังคมคนเรานะครับผม
ขอบคุณครับ