โทมัส โรเบิร์ต มัลทัส (Thomas Robert Malthus ค.ศ. ๑๗๖๖-๑๘๓๔) แม้ว่ามัลทัสจะมีชื่อเสียงในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิคจากทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับประชากรที่เขาเขียนไว้ในหนังสือ Essay on the Principle of population ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๗๙๒ ก็ตาม แต่ผลงานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเขาซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ Principle of political economy ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๘๒๐ นั้นสาระสำคัญเป็นการพิจารณาถึงสาเหตุของความเจริญก้าวหน้าของความเจริญมั่งคั่งซึ่งเขาได้ให้ความสนใจในประเด็นที่ว่า เหตุใดความเจริญก้าวหน้าของความมั่งคั่งในประเทศใดประเทศหนึ่งจึงอาจหยุดชะงักลงได้ ทั้ง ๆ ที่อำนาจในการผลิตของประเทศนั้น ๆ ไม่ได้ลดน้อยลง

 

           ในทฤษฎีประชากรมัลทัสได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ประชากรมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่ถูกจำกัดด้วยปริมาณของอาหารที่ประเทศผลิตได้แล้ว ดังนั้นการวิเคราะห์ในหนังสือเล่มหลังของเขาจึงมุ่งประเด็นไปที่ปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุปทานรวม ความมั่งคั่งของระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประเทศ ในขั้นแรก มัลทัสมีความเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการเพิ่มขึ้นในความมั่งคั่ง แต่เขาก็ได้ให้ข้อสังเกตว่า ปัจจัยนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งนอกเสียจากว่า อุปสงค์สำหรับแรงงานจะได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นในอุปทานของแรงงาน

 

            ดังนั้นเขาจึงสรุปว่าการเพิ่มขึ้นในประชากรโดยลำพังแล้วไม่สามารถก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นในความมั่งคั่งได้ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีมีการเพิ่มขึ้นในทุนซึ่งทำได้โดยการใช้เงินจากรายรับที่ได้จากการผลิต ขณะเดียวกัน พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ก็ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ประเทศได้โดยการทำให้ประเทศมีวัตถุดิบและพืชพันธ์ธัญญาหาร การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ออกมาก็มีส่วนช่วยทำให้อุปทานของสินค้าที่ผลิตทั้งที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ภายในประเทศและเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นอำนาจในการผลิตจะต้องควบคู่ไปกับปัจจัยการผลิตจึงจะเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศจะมีความมั่งคั่งต่อไปเรื่อย ๆ มัลทัสมีความเห็นแตกต่างจากซายและริคาร์โดในประเด็นที่ว่าปัญหาการผลิตมากเกินไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ (general overproduction) ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น โดยมัลทัสเห็นว่า สินค้าบางครั้งก็ไม่ได้แลกเปลี่ยนกับสินค้าด้วยกันเองเสมอไป แต่อาจจะถูกนำไปแลกดเปลี่ยนกับแรงงานหรือบริการอย่างอื่น

 

             มัลทัสเห็นเช่นเดียวกับ สมิทที่ว่า การแบ่งงานกันทำถูกจำกัดโดยขอบเขตของตลาดแต่เขาเห็นว่าการขยายขอบเขตของการแบ่งงานกันทำย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาการผลิตมากเกินไป หรือสินค้าล้นตลาดในการผลิตสินค้าทุกชนิดยกเว้นเฉพาะในการผลิตสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวตามทัศนะของมัลทัส อาจอยู่ที่การบริโภคต่ำเกินไป (underconsumption) โดยเขาให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมที่ใช้ทุนไปในการผลิตสินค้าอาจไม่มีความต้องการที่จะบริโภคสินค้าทั้งหมดที่เขาผลิตได้ แต่เขาเห็นว่าในประเทศใดก็ตามถ้าไม่ได้เป็นเพราะว่ามีบุคคลที่ไม่ต้องการบริโภคเป็นมูลค่าเท่ากับผลผลิตที่ผลิตได้แล้วประเทศนั้นก็จะไม่มีการเพิ่มขึ้นในทุนของประเทศ ซึ่งในด้านหนึ่งนั้นมัลทัสเห็นว่าการสะสมทุนที่มากเกินไปจะเป็นผลเสีย โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ไม่มีประเทศใดที่จะมีความเจริญมั่งคั่งได้โดยการสะสมทุนเพียงอย่างเดียวซึ่งเกิดจากการลดลงในการบริโภคอย่างถาวร ทั้งนี้เพราะการสะสมทุนนั้นมีมากเกินไปกว่าที่เป็นที่ต้องการสำหรับการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นเขาเห็นว่า ถ้าไม่มีการละเว้นการบริโภคลงเสียบ้างแล้วก็จะไม่เกิดการสะสมทุนและไม่เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ