ภาพที่ถูกบันทึกไว้ในยามนี้ ข้าพเจ้ามองเห็นภาพของภาวะสงคราม สงครามที่มนุษย์ต้องจำนน ในภาวะสงครามเหล่านี้จะมองเห็นความเอื้ออาทรระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เพิ่มมากขึ้น

 


ในฐานะที่อยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่ มีโอกาสบันทึกภาพที่ผ่านสายตาอยู่เป็นระยะ การที่น้ำท่วมก็ทำให้รู้จักมุมมองของคนผ่านสายน้ำ มากขึ้น



มือขวายกขึ้นโบกเป็นสัญญาณของการขอความอนุเคราะห์ ใจเต้นระส่ำ ได้ทำเหมือนสมัยที่หัวใจยังอุ่นด้วยเลือดแห่งวัยรุ่นอีกครั้ง รถกระบะยกสูงชะลอจอดและถามถึงเป้าหมายปลายทาง รอยยิ้มจุดแต้มกระจายอยู่บนใบหน้า การเดินทางในยามยากเป็นเช่นนั้น



ถนนถูกเปลี่ยนเป็นคลอง มีเรือมากมายหลายแบบออกมาพายอยู่บนถนน และบนถนนประดับประดาไปด้วยถ้อยสนทนาที่มีองค์เดียวกัน



“โบกรถมาจากหน้าปากซอยค่ะ ต่อรถคันนี้เป็นคันที่สามแล้ว” 

“ขอบคุณครับ” 

“ข้าวกล่องแจกไม่ถึงหรอก บ้านผมอยู่ลึกมากน้ำก็ท่วมสูง อยู่ต่อไม่ไหวแล้วต้องออกมาไปอยู่ที่อื่นสักพัก รอน้ำลด” 

“น้ำท่วมก็ดีไปอีกแบบทำให้เห็นน้ำใจของคนด้วยกันเพิ่มมากขึ้น บางคนลำบากกว่าเรามากไม่มีรถวิ่งเลย เรือยังเข้าไปถึงยาก”


แสงแดดแผดเผากับเนื้อหนังที่กร้านน้ำกร้านแดด เปลวแดดเต้นระยิบอยู่เบื้องหน้า ผู้คนบนถนนมีสีหน้าแตกต่างกัน ใบหน้าที่ประกอบไปด้วยความกังวล ความหม่นเศร้า ความเห็นอกเห็นใจ และบางสีหน้าน้ำเสียงก็เจือไปด้วยความหวังดี และสีสันของการผจญภัยที่ไม่แร้นแค้นจนเกินไปนักคือคำทักทาย ไถ่ถาม ถึงเรื่องเดียวกัน


สายน้ำเป็นสีดำคล้ำ กลิ่นน้ำครำที่เคยอยู่เป็นที่ทางได้โอกาสเผยตัวตนให้ผู้คนได้ร่วมสัมผัสด้วยกัน บางทีสายน้ำก็ได้โอกาสเกลี่ยความทุกข์ยากที่ถูกซุกซ่อนออกมาก


เสียงรถยนต์สำลักน้ำ สีหน้าผู้อยู่บนรถผสมความกังวลมากขึ้น เครื่องยนต์ทำหน้าที่เต็มกำลัง และท่าทีกุลีกุจอของผู้โดยสารก็ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไป


การผจญภัยในแต่ละครั้งสร้างเรื่องราวที่ปรากฏเป็นนาฏกรรมระบำชีวิตของมนุษย์ ลีลาชีวิตของผู้คนบนสายน้ำผสมผสานการดิ้นรนต่อสู้ไม่ต่างจากภาวะอื่นๆ ภาวะของการรีบเร่งไปทำงานยามเช้าของคนกรุง ภาวะของการทำมาหากินของชาวบ้าน หากแต่คราวนี้เราเปลี่ยนบทชีวิตบทหนึ่งที่ผิดแผกไปจากที่เคยพานพบ เป็นการผจญภัยไปกับสายน้ำ