การไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
การไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
จากที่ผู้เขียนเคยศึกษาถึง เรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” ในภาวะของการเป็นผู้นำไปแล้วนั้น...ก็เกิดความเข้าใจไปในลำดับหนึ่ง แต่เมื่อในช่วงนี้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมในประเทศไทย ยิ่งทำให้เห็นถึงสภาพของการยอมรับและไม่ยอมรับในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในระดับของความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์อีก เช่น เมื่อบ้านถูกน้ำท่วมและมีทีท่าว่าจะไม่ลดเลย คือ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าน้ำจะหยุดเพิ่มเมื่อไหร่...
สำหรับลูก ๆ ซึ่งอาจเป็นคนที่มีอายุน้อยหน่อยก็จะยอมรับสภาพได้ว่า “คงอาศัยอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว และตนเองก็ต้องออกจากบ้านที่อยู่นี้แล้ว โดยไปหาที่อยู่ใหม่ที่สะดวกกว่าบ้านเดิม ถึงแม้จะไม่เคยอยู่มาก่อน แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กันก่อน เพราะที่บ้านเดิมนั้นทั้งไม่สะดวก + อันตราย (สัตว์ต่าง ๆ) + ไฟฟ้าอาจช้อตได้ ฯลฯ “ เรียกว่า “เป็นการอาศัยอยู่ชั่วคราว...สำหรับคนรุ่นนี้ยังไม่ค่อยติดที่มากนัก" คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะไปอยู่ในที่ที่สะดวกกว่าเดิมนิดหนึ่ง...อาจจะไม่สะดวกเท่ากับบ้านเดิม แต่ก็ขอย้ายไปอยู่เป็นการชั่วคราว สำหรับคนรุ่นนี้ยังไม่ค่อยคิดอะไรมากนัก
แต่สำหรับคนอีกรุ่นหนึ่ง เช่น รุ่น พ่อ – แม่ ปู่ - ย่า ตา – ยาย (บางคน) ขอใช้คำว่า “บางคน” เพราะบางคนพอลูก – หลาน ชวนให้ย้ายที่อยู่ก็ไปด้วยดี แต่สำหรับบางคน “พูดยากมาก”...สาเหตุอาจมาจากความหลากหลายต่าง ๆ กัน ลูก – หลาน ชวนให้ไปอยู่ด้วยกันในที่ใหม่ก็ปฏิบัติไม่ไปด้วย จะอยู่ ณ ที่แห่งเดิมนี้ จะเกิดภัยอันตรายอะไรก็ไม่คิด คิดแต่ว่า “คงไม่เกิด” แต่จะทำให้คนรุ่นลูก - หลาน เครียด + เป็นห่วงเนื่องจากอายุมากแล้วและใครจะเป็นคนดูแล...คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากนัก คือ เดิมเขาอยู่มาอย่างไรก็จะอยู่เช่นนั้น ไม่ต้องการให้มีใครมาบังคับ มาปรับเปลี่ยนสภาพที่ตนเองเป็นอยู่เดิม และก็ไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของใคร ๆ ทั้งสิ้น เรียกว่า “ปิดประตูใจ” ในการรับฟังความคิดเห็น และคิดว่า “ความคิดของตนเองเท่านั้นที่ดีที่สุด”...ผลปรากฏว่า สุดท้าย เมื่อน้ำท่วมมากขึ้น ตนเองก็อยู่บ้านเดิมไม่ได้ ก็ต้องยอมออกมาอยู่ที่ใหม่
เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงของภาวะผู้นำในการทำงาน” ก็เช่นเดียวกัน ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า ขนาดชาวบ้านที่เกิดอุทกภัย ภัยจะมาถึงตัวในไม่ช้านี้แล้ว เขายังไม่ยอมรับที่จะไปอยู่ในสถานที่อยู่ใหม่เลย แล้วนับประสาอะไร เฉกเช่นเดียวกับผู้นำ (บางคน) เขาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เล่า?????...เพราะเขาชินกับสภาพเดิม ๆ สิ่งเดิม ๆ คิดว่า "สิ่งเดิมที่เขาเคยพบเคยเห็นนั้นดีอยู่แล้ว"...เขาก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกับชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในรุ่นหลังนี้เอง...
ผมมีญาติที่กรุงเทพ ก่อนน้ำท่วมขอให้ท่านย้ายไปอยู่โรงพยาบาลเพราะท่านป่วย ทั้งลูกทั้งหลานพูดชวนยังไงท่านก็บอกฉันไม่ไป ถ้าตายก็จะตายที่นี้ ซึ่งก็ไม่แปลกที่ท่านคิดยังงั้น แต่มาสำเร็จที่หลานอายุ 5 ขวบ บอกถ้าย่าไม่ไปหลานก็จะอยู่กับย่า นั้นแหละครับ ท่านถึงย้ายไปก่อนน้ำท่วมไม่กี่ชั่วโมง ถ้าเราศึกษาให้ดี ไม่ใช่ท่านไม่กล้าเปลี่ยนแปลง แต่ท่านห่วงบ้านและไม่สะดวกในการทำกิจกรรมตามปกติ แต่ต่างจากผู้บริหารที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเพราะเปลี่ยนแล้วฉันไม่ได้อะไร หรือไม่ยอมรับความคิดเห็นใหม่ ในต่างประเทศ เขาถึงพัฒนาเจริญขึ้น เพราะเขาเอาคนกล้าคิดกล้าเปลี่ยน จึงไม่แปลกอะไรที่ บิลเกตต์ หรือสตีฟ จอร์ป อายุไม่เท่าไร แต่มีความคิดใหม่ๆ เมืองไทยเราจึงควรเอาเป็นตัวอย่าง หรือจะปล่อยให้คนรุ่นใหม่ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมเก่า เช่นเดินตามผู้มีอาวุโส สุนัขไม่กัด
สวัสดีค่ะท่านผอ.กำลังเขียนบันทึกพอเขียนเสร็จมาเจอบันทึกท่านผอ.ที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ยากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงซึ่งยากต่อการยอมรับสิ่งใหม่ๆ อ่านแล้วเหมือนในเหตุการณ์เดียวกันค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณทวี ศรีจันทร์
สวัสดีค่ะ คุณสุจิตรา...