สวัสดีค่ะ คุณทวี ศรีจันทร์

  • ตามที่คุณเล่ามา นั่นคือ พฤติกรรมเดิมซึ่งถ้าเปรียบเทียบดูแล้ว การห่วงบ้าน ห่วงสมบัติและไม่สะดวกในการทำกิจกรรมตามปกติ นั่นก็คือ ถ้าเปรียบกับการเป็นผู้นำ ก็คือ การหวงอำนาจ กลัวสูญเสียอำนาจ กลัวเสียผลประโยชน์ เพราะสิ่งเดิม ๆ ที่ตนเองทำมานั้น มันสะดวก สบาย และถ้าปรับเปลี่ยนอะไรไปใหม่กว่าเดิมก็ไม่ทราบว่า สิ่งที่เปลี่ยนแล้วจะทำให้ตนเองอยู่อย่างสุขสบายดีหรือเปล่า? หรือจะต้องเสียอำนาจในการสั่งการ ความเป็นระบบศักดินาจะหมดไปหรือเปล่า นี่ต่างห่างที่คนเป็นผู้นำเกรงกลัวมากกว่า ไม่ได้นึกถึงว่า ถ้าเปลี่ยนแล้วงานจะดีขึ้น เพราะเขาจะไม่เอางานเป็นที่ตั้ง ต้องดูให้ดี ๆ ว่าส่วนลึก ผู้นำกลัวหมดอะไรต่างห่าง
  • แต่ถ้าเทียบกันแล้วกับคนแก่ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะในชีวิตปกติเขาก็สุขสบายดีแล้ว มีอำนาจในบ้าน ได้รับการยอมรับจากคนภายในบ้าน แต่ถ้าออกไปเผชิญโลกนอกบ้าน เขาก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งทำกิจกรรมปกติไม่สะดวก ห่วงบ้าน ห่วงข้าวของเกรงว่าขโมยจะมาลัก...
  • คือ ถ้าเปรียบเทียบกันนั้นจะเป็นคนละสภาพการณ์หรือคนละสภาวะ แต่สรุปออกมา ก็คือ การไม่ยอมปรับเปลี่ยนสภาพการ เพราะเมื่อปัจจุบัน น้ำท่วม, รัฐให้เปลี่ยนแปลง คือ สภาพปัจจุบันนั้น ต้องเปลี่ยน คนเราเมื่อพบเจอกับสภาพปัจจุบันก็ควรที่จะต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนสิ่งที่เจอ ก็คือ โดนน้ำท่วมบ้าน อันตรายต่าง ๆ จะมาเยือน ความห่วงใยจากลูกหลาน สำหรับผู้นำ ก็จะทำให้งานของทางราชการล่าช้า เสียหายได้ ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายก็อยู่ที่สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะไม่เหมือนกันนัก แต่ผู้เขียนเปรียบเทียบให้อ่านว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น เมื่อเกิดคนเราก็ควรที่จะยอมรับด้วยใจของตนเองมากกว่าที่จะให้ผู้อื่นมาเป็นตัวปรับเปลี่ยนตัวของเรา
  • สำหรับประเทศไทยก็ไม่ต้องพูดถึง เข้าใจว่า นี่คือ การเกิดในระยะเริ่มแรก คงต้องใช้เวลาสักพักที่จะมีการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น คือ "ต้องใช้เวลา" มาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะทำได้หรือไม่
  • สำหรับคนใหม่ ๆ ที่ได้รับรู้ เรียนรู้ มีความสามารถ ก็ควรที่จะนำความรู้ + ความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศชาติให้ดีขึ้น ตามนโยบายภาครัฐ มิใช่ปล่อยให้กับผู้นำที่ไม่กล้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงครอบงำ ผลสุดท้ายคนรุ่นใหม่ก็โดนกลืนไปโดยปริยาย...ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ + ตั้งมั่น + มีหลักการหรืออุดมการณ์ในใจของคนรุ่นใหม่ด้วยว่ากล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำจริงหรือไม่...หรือจะหมดใจ ถอดใจ ท้อถอย เกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ผู้นำรุ่นเก่าครอบงำ สุดท้ายก็จะเหมือนเดิม...
  • วัฒนธรรมเก่า สิ่งใดที่ดีก็ควรรักษา เพราะคนเราแยกแยะออก ว่าสิ่งใดดี หรือไม่ดี แต่ถ้าวัฒนธรรมเก่าไม่ดี เราก็ควรที่ร่วมมือกันแก้ไขปรับปรุง และคนที่จะนำ นั่นก็คือ "ผู้นำ" ถ้าผู้นำไม่นำ ก็คงต้องปล่อยให้หมดผู้นำรุ่นนี้ไปก่อน เพราะนี่คือ ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับน้ำเก่ากับน้ำใหม่ที่จะไหลมารวมกันแล้วก็ต้องอาศัยเวลาว่า เมื่อใดที่จะทำให้เกิด วัฒนธรรมองค์กรใหม่ร่วมกันเกิดขึ้นในองค์กร...
  • สำหรับวัฒนธรรมของต่างประเทศจะไม่เหมือนกับของเมืองไทย เพราะระบบเมืองไทยที่แตกต่างกับต่างประเทศ นั่นคือ เมืองไทยเป็นระบบศักดินามาตั้งแต่นานแล้ว และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสภาพขึ้นมาเรื่อย ๆ จนมาถึงปัจจุบัน โดยภาครัฐนำระบบ นโยบายของต่างชาติเข้ามาพัฒนาประเทศอยู่เสมอ  ก็คงต้องใช้เวลาสักพัก อาจจะไม่ใช่รุ่นของเราที่จะเห็น อาจเป็น 50 - 100 ปี ข้างหน้า ที่คนรุ่นใหม่จะได้เห็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยใหม่เกี่ยวกับการเป็นผู้นำรุ่นใหม่ เรียกว่า "ต้องค่อย ๆ ซึม เหมือนน้ำซึมบ่อทราย" อึกอักจะให้ปรับเปลี่ยนให้ทันการนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงต้องใช้เวลา "ค่อย ๆ ซึม กับระบบใหม่ให้กับผู้นำ" สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใจร้อนก็คงต้องใช้เวลาในการทำใจสักนิดหนึ่ง...
  • ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ + ความรู้ค่ะ...