แม่ คือ ผู้ประเสริฐสุดดุจพระอรหันต์ของลูก ๆ เป็นผู้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิต (ลูก) ที่ประเสริฐที่สุดบนโลกนี้
วัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยสอนให้เรา “กตัญญู บูชา และบำรุงบิดามารดา” ซึ่งถือได้ว่า เป็นสิ่งที่เป็นศิริมงคลในชีวิตที่สูงยิ่ง
จากข่าวสารทั้งในสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ นอกจากลูก ๆ จะไม่มีความกตัญญู บูชาและบำรุงบิดามารดาแล้ว ยังกลับมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและทำร้ายท่าน
สังคมไทยในสมัยก่อนมีความรักและผูกพันในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งวิถีชีวิตก็มีความสัมพันธ์และเกื้อกูลระหว่างกันระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นอย่างมาก เช่น การตั้งชื่อคำว่า แม่ นำหน้า คือ แม่น้ำ แม่พระธรณี (แผ่นดิน) เป็นต้น ซึ่ง แม่ทั้งสอง เปรียบเสมือนเป็นผู้ให้กำเนิดและคอยโอบอุ้มดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลกใบนี้ พวกเราในปัจจุบันควรที่จะกตัญญูและบำรุงรักษาเอาไว้ เราควร หันมาปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ โดยการเรียนรู้ที่จะอยู่พึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกับธรรมชาติ แทน การอยู่เพื่อฉกฉวยตักตวงเอาผลประโยชน์ส่วนตนจากธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ซึ่งเท่ากับเป็นการ ผลักภาระต้นทุนในการดำเนินชีวิต ให้กับคนในรุ่นต่อไปต้องเผชิญกับวิกฤติทางธรรมชาติและสังคมที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
แน่นอนที่สุดทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เป็นสัจธรรม มีเกิด และดับ (วิกฤติ) เป็นวัฏจักร แต่ เราสามารถที่จะชะลอและยับยั้งวิกฤตินั้นให้ยืดออกไปได้อีกนาน หากพวกเราร่วมมือร่วมใจกันดูแล แม่ ของพวกเรา
ยังไม่สายเกินไปที่พวกเราจะหันมา กตัญญู บูชา และบำรุง แม่ ทั้งหมดของพวกเรา ด้วย สายใยรัก ความผูกพัน และลดความเห็นแก่ตัวลง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติก็จะสามารถเคลื่อนเข้าสู่จุดดุลยภาพได้ดีในระดับหนึ่ง