เรื่อง “น้ำท่วม” ประเทศไทย ปี 2554 นับได้ว่าตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นมา ผู้เขียนได้เห็นเรื่อง “น้ำท่วม” ซึ่งกลายเป็นเรื่อง Top ฮิต มาจนถึงปัจจุบัน เพราะน้ำยังลงทะเลไม่หมดสักที ความเดือดร้อนของครอบครัวผู้เขียนที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2554 นี้ คือ น้ำท่วมข้าวในนาข้าวประมาณ เกือบ 70 ไร่ ได้รับความเสียหายหมดเลย เรียกว่า “ลงทุนไปเท่าไร ก็สูญหายหมด” ถึงแม้ว่ารัฐจะจ่ายค่าตอบแทนคืน ก็ใช่ว่าอยากได้ เพราะไม่คุ้มกับการที่ครอบครัวเราจะได้ผลผลิตเอง... สำหรับปีนี้ แม้แต่ในสวน ไม้ผลต่าง ๆ เช่น ลองกอง ขนุน มะม่วง มังคุด ทุเรียน กล้วย น้อยหน่า มะละกอ ฯลฯ ที่พ่อเคยได้ลงแรงไว้เมื่อตอนท่านยังไม่ได้เป็นโรคอัมพฤกษ์ ก็มลายหาย ตายไปกับสายน้ำ แม้แต่ต้นสักทองก็เล่นเอาตายไปหลายต้นอยู่...เพราะต้นสักไม่ชอบน้ำ (ยิ่งน้ำท่วม ต้นสักไม่ชอบ...) แต่ไฟไหม้ก็พอได้ และจะแตกใบก็ต่อเมื่อฝนตก ต้นสักมันก็จะฟื้นคืนต้นแตกใบออกมาให้ใหม่...รัฐจ่ายคืนก็ไม่คุ้มแล้วก็ไม่อยากได้ ไม่เหมือนกับที่พวกเราได้ลงทุน ลงแรงไป นี่คือ “อาชีพเสริมหรืออาชีพดั้งเดิมของพวกเรา” ก่อนที่ตัวเราจะได้ไปรับราชการ หวังว่าเมื่อเกษียณกลับมา เราก็จะได้มาดูแล ไร่นา สวน แต่บัดนี้ กลับอันตธานหายไปกับสายน้ำในปี 2554 ถ้าบอกว่า “ให้ฟื้นฟู” ผู้เขียนบอกได้เลยว่า “เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก” ยากในเรื่องของการลงแรง + เสียเวลา ที่พวกเราต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ เรื่องพันธุ์ไม้ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ “เวลา” นี่สิ ไม่มีใครสามารถเอาเวลากลับคืนมาได้ ก็ได้แต่นั่ง “ทำใจ” คิดไปก็เครียด บอกไม่ถูก แต่ก็ต้องตั้งสติ ทำใจให้ได้ เพราะคนที่แย่กว่าก็ยังมีอีกมากในขณะนี้ เมื่อช่วงน้ำท่วมที่จังหวัดปทุมธานี ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ครอบครัวของน้องก็ไม่สามารถจะอยู่ที่นั่นได้ เพราะบ้านที่ได้ซื้อไว้ น้ำท่วมชั้นล่าง แต่ก็ไม่สามารถอยู่ได้เพราะไม่ทราบว่าบ้านจัดสรรต่อไฟฟ้าไว้อย่างไร เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตน้อง ๆ และหลาน ๆ อีก เนื่องจากมีคนเสียชีวิตเพราะไฟฟ้าช็อตมากจริง ๆ เรียกว่า "เกิดความเสี่ยง" (Risk) ครอบครัวของน้องเลยตัดสินใจมาอยู่กับผู้เขียนที่บ้านที่พิษณุโลกกัน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติดังกล่าวนี้ ผู้เขียนทราบดีว่า น้อง ๆ ก็ไม่อยากหยุดงานกันหรอก สังเกตจากโทรศัพท์ถามข่าวคราวเรื่องน้ำท่วมว่าเมื่อไรจะลดกันอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2554 น้อง ๆ ก็มาบอกว่าจะพาหลาน ๆ กลับปทุมธานี เพราะมีคนส่งข่าวว่าน้ำลดแล้ว ผู้เขียนยังคิดในใจแต่ไม่ได้บอกน้องหรอกว่า “จริงรึ” ทำไมมันลดลงเร็วจริง เพราะแถว ๆ ดอนเมือง ตอนดูข่าวยังอยู่เตรียมเปี่ยมเลย น้อง ๆ ก็เลยตัดสินใจกลับโดยออกจากบ้านที่พิษณุโลก ประมาณ ตี 4 ผู้เขียนโทรหาน้องตลอดว่าเป็นอย่างไรบ้าง? ถึงไหนแล้ว ก็ได้รับคำตอบว่า “ยังไม่ถึง ถ้าถึงแล้วจะบอก” กว่าผู้เขียนจะได้รับคำตอบ ก็เกือบ 2 ทุ่ม น้องโทร. มาบอกว่า “ยังเข้าบ้านที่ปทุมธานีไม่ได้เลย เพราะน้ำยังสูงอยู่...และจะกลับมาอยู่ที่พิษณุโลกอีกก่อน”...เท่านั้นเอง ผู้เขียนก็หัวเราะบอกกับน้องว่า “นึกแล้ว ว่ามันต้องยังไม่ลด”...น้องบอกว่า น้ำยังไม่ลงเลย ยังลำบากในการเข้าไปอยู่ในบ้าน เพราะที่หน้าหมู่บ้านน้ำยังอยู่ในระดับเอวถึงอกเลย...คงไม่ไหวหรอก อีกประมาณสัปดาห์แหล่ะที่น้ำจะลดลง...แล้วน้องก็เดินทางกลับมาพักอยู่บ้านที่พิษณุโลกต่อ โดยมาถึงประมาณ ตี 2 ของอีกวันหนึ่ง "เตย"...หลานชายบอกว่า “ป้า...น้ำที่ดอนเมืองเหมือนกับเขื่อนเลยแหล่ะ” พร้อมกับถ่ายรูปมาให้ดู...นี่คือ ช่วงชีวิตช่วงหนึ่งที่ครอบครัวของพวกเราประสบกับปัญหา แม้จะไม่ได้ผลกระทบเช่นกับผู้ที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ แต่สิ่งที่ครอบครัวเราได้สูญเสียก็มีไม่น้อย และจะเรียกคืนได้นั้น ก็แสนยาก...และก็แสนเหนื่อย...เสียดายเวลาที่เราได้สะสมกันมา...มันไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้...แล้วแบบนี้จะโทษใครกันล่ะ?... แม้ว่าครอบครัวของเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลูกต้นไม้ยืนต้น เช่น ต้นสักทอง ต้นยางนา ฯลฯ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน อนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ก็เป็นเพียงแค่เศษธุลีเดียวที่ไม่สามารถไปต้านทานแรงที่จะทำให้เกิดอุทกภัยในครั้งนี้ได้... "เตย" หลานชาย...ได้ถ่ายมาให้ผู้เขียนได้ดูว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 สนามบินดอนเมือง มีสภาพเป็นแบบนี้ไปแล้ว...
.....ไม่มีคำว่าสาย..เมื่อมีคำว่าเริ่มต้น...รู้อยู่กับ..ปัจจุบัน...(คงจะพอเพียงกับปัญหาเฉาะหน้า)..นะเจ้าคะ..มาเป็นกำลังใจเจ้าค่ะ..ยายธี
ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเริ่มต้นใหม่ เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ สู้ สู้
สวัสดีค่ะ คุณยายธี
...
*อย่าท้อค่ะ สู้ต่อไปค่ะ