ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางในระยะนี้ เพื่อความสะดวกควรใช้สายการบินที่มีฐานอยู่ที่สุวรรณภูมิ น่าจะดีที่สุด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้บริการของนกแอร์ ควรเผื่อเวลาสำหรับการ check in ที่สุวรรณภูมิสัก ๒ ชม.เป็นอย่างน้อย

หลังการเดินทางจากนครศรีธรรมราชมากรุงเทพฯ ที่ใช้เวลายาวนาน (อ่านที่นี่) ดิฉันได้พักอยู่ที่บ้านกรุงเทพฯ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม ช่วงหนึ่งของวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ สถานการณ์ภายในหมู่บ้านยังเป็นปกติ กลางคืนได้กลิ่นน้ำจากท่อระบายน้ำที่ถนนหน้าบ้าน แต่ก็ไม่มีน้ำเอ่อออกจากท่อแต่อย่างใด

คนในครอบครัวได้ช่วยกันขนของจากชั้นล่างขึ้นไปเก็บไว้ตามห้องต่างๆ ที่ชั้นสอง ดิฉันตรวจดูว่าของๆ ตนเองถูกเก็บอยู่ตรงไหนบ้าง ของเหล่านี้ส่วนใหญ่คือหนังสือและเอกสารวิชาการจำนวนมาก แผ่น DVD, VCD เรื่อง KM และเบาหวาน ซึ่งปกติจะอยู่ในตู้หรือลิ้นชักโต๊ะ เมื่อต้องเอามาวางอยู่ในห้องก็กลัวว่าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

ค่ำๆ วันเสาร์ดิฉันจึงหากล่องพลาสติกมาใส่ไว้ บางส่วนก็เก็บเข้าตู้หนังสือของลูกไปบ้าง อีกหลายส่วนเอาใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ไว้ หนังสือและเอกสารมีเยอะจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าการทำงานที่ผ่านมาหลายปี ต้องใช้ explicit knowledge จำนวนมากมาย ทั้งหมดนี้มีคุณค่าไม่อาจตัดใจทิ้งไปได้ มีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน รอเวลาที่ว่างงานเมื่อไรจะอ่านให้หมด

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๓๐ ดิฉันจัดเตรียมแผ่น DVD, VCD จำนวน ๔๕ แผ่น เพื่อนำมาแพ็กส่งไปรษณีย์ให้แกนนำเครือข่ายเบาหวาน เปลี่ยนกระเป๋าให้เหมาะเสียหลายรอบกว่าจะลงตัวเป็นกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องบินได้ วันนี้ดิฉันมีกำหนดเดินทางกลับนครศรีธรรมราชด้วยนกแอร์เที่ยวบิน DD1324 ออกจากสุวรรณภูมิเวลา ๑๔.๓๕ น.

ตอนเที่ยง check กับลูกน้องที่นครฯ ได้ทราบว่าเครื่องบินเปลี่ยนเวลาเป็น ๑๔.๔๕ น. พยายามจะ confirm กับนกแอร์ทาง ๑๓๑๘ รวมทั้งเบอร์โทรของ Nok Fanclub ก็ไม่สามารถพูดกับคนได้

ดิฉันเดินทางจากบ้านไปสุวรรณภูมิตามถนนที่ผ่านหมู่บ้านเสนานิเวศน์ เพื่อไปขึ้นทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ถนนภายในหมู่บ้านเสนานิเวศน์มีน้ำท่วมประมาณ ๑๐-๒๐ ซม. ได้รู้จากผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านฯ ว่าเป็นน้ำที่เอ่อมาจากคลองด้านหลัง ถนนเกษตรนวมินทร์ยังแห้งสนิท บนทางด่วนมีรถจอดหนีน้ำจำนวนมากกว่าที่เห็นตอนขามาเสียอีก

ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ ๑๓.๔๕ น. ซึ่งปกติก็เพียงพอสำหรับการ check in ของสายการบินภายในประเทศ แต่คราวนี้ผิดคาดเพราะนกแอร์เปิดช่อง check in สำหรับผู้ที่มีสัมภาระ ๔ ช่อง กระบวนการช้ามากๆ ผู้โดยสารแต่ละคนมีสัมภาระเยอะ ดิฉันแจ้งแก่พนักงานฯ ที่เดินอำนวยความสะดวกอยู่ว่าจะไม่ทันเครื่องแล้ว ก็ได้รับคำตอบว่าทัน เพราะเที่ยวบินดีเลย์ทั้งนั้น จึงฝากกระเป๋าคนในแถวไว้แล้วเดินออกไปถามพนักงานคนอื่นอีก ๓-๔ คนก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเครื่องจะออกเวลาเท่าไร

ใกล้เวลา ๑๔.๓๐ น. ชายหนุ่ม ๒ คนที่อยู่ในแถวด้านหน้าของดิฉันบอกให้ไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เลยและให้ขอแซงคิวคนข้างหน้าด้วย ต้องขอบคุณน้องชายหนุ่มและหญิงสาวที่จะเดินทางไปหาดใหญ่ที่ให้ดิฉันแซงคิวก่อน เมื่อ check in เรียบร้อย พบว่าที่ Boarding pass ไม่บอก Gate มีแต่เวลาขึ้นเครื่องคือ ๑๔.๑๐ น. ซึ่งผ่านมานานแล้ว เจ้าหน้าที่สนามบินบอกให้ไปดูที่ Board ด้านใน (ตรวจคนและของเสร็จ ลงบันไดเลื่อนเลี้ยวซ้าย สุดทางเลื่อนเจอ ๓ แยกตรงไป มี Board อยู่ซ้ายมือ) ว่าเครื่องจะออกที่ประตูไหน ที่ Board แจ้งว่าเครื่องจะออกในเวลา ๑๔.๔๕ น. ตอนนี้ต้องทั้งเดินและวิ่ง เหงื่อออกกันเลย

เที่ยวบินที่ดิฉันจะไปด้วยนั้นจะออกที่ Gate B1B พอไปถึงก็ไม่พบแถวผู้โดยสาร ดิฉันคิดว่าเขาคงไปขึ้นเครื่องกันหมดแล้ว รีบไปถามที่เคาน์เตอร์ แอร์โฮเตสบอกว่า...เดี๋ยวไปพร้อมหนูนะคะ เครื่องจะออกเวลา ๑๕.๕๐ น. เพิ่งรู้ค่ะ... ถ้ารู้อย่างนี้ดิฉันคงไม่ต้องไปขอแซงคิว check in (ไม่สบายใจเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน)

เราขึ้นรถไปขึ้นเครื่องตามเวลาเรียบร้อย เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารเยอะพอสมควร สักพักกัปตันก็ประกาศว่ายังออกไม่ได้เพราะต้องรอสัมภาระที่รถของการบินไทยยังไม่นำมาส่ง กว่าจะเรียบร้อยก็ประมาณ ๑๖.๒๕ น.เครื่องบินเริ่มเคลื่อนได้ แต่กว่าจะทะยานขึ้นฟ้าก็ประมาณ ๑๖.๔๐ น. แล้ว นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมเที่ยวบินต่างๆ จึงดีเลย์กันเป็นชั่วโมงๆ เพราะต้องเสียเวลาในขั้นตอนต่างๆ เนื่องจากนกแอร์ไม่ได้มีฐานอยู่ที่สุวรรณภูมิ คิดอีกทีก็เห็นใจเพราะเขาคงต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นกว่าปกติ

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางในระยะนี้ เพื่อความสะดวกควรใช้สายการบินที่มีฐานอยู่ที่สุวรรณภูมิ น่าจะดีที่สุด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้บริการของนกแอร์ ควรเผื่อเวลาสำหรับการ check in ที่สุวรรณภูมิสัก ๒ ชม.เป็นอย่างน้อย

ดิฉันกลับถึงบ้านพักที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์โดยสวัสดิภาพ ตอนค่ำตรวจสอบกับสามีและลูกพบว่าสถานการณ์ที่บ้านยังเป็นปกติ ไม่มีน้ำท่วม

วัลลา ตันตโยทัย